ขอเชิญทำบุญวัดท่าซุงจ.อุทัยธานี

ในห้อง 'พระพุทธรูป - วิหารทาน - สิ่งก่อสร้าง' ตั้งกระทู้โดย nanbatakeshi, 30 พฤษภาคม 2021.

  1. freedomis

    freedomis เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    2,746
    ค่าพลัง:
    +4,275
    วันพระ 22 ก.ค. 2569 ได้ร่วมบุญดังนี้ ครับ

    ********************
    1f64f.png ถาม : ขออนุญาตถามคำถามระดับประถมค่ะ ?
    2764.png ตอบ : ประถมนี่สูงมากเลยนะ ปกติมีแต่คำถามระดับอนุบาล..!
    1f64f.png ถาม : ช่วงนี้สวดมนต์แล้วง่วง ไม่แน่ใจว่าเพลียหรือถีนมิทธะ ?
    2764.png ตอบ : ดูอาการของร่างกายด้วยนะ ถ้าหากว่าเป็นช่วงหัวค่ำแปลว่าเราเพลีย ร่างกายอยากพักผ่อน แต่ถ้าเป็นช่วงเช้า ให้รู้ว่าจริง ๆ แล้วสมาธิเราเริ่มทรงตัว พอสมาธิเริ่มทรงตัวเข้าถึงปฐมฌานหยาบ จะตัดขาดไปเลย บางทีก็เหมือนกับนั่งหลับ แต่พอรู้ตัวว่า...อ้าว...ยังนั่งอยู่เป็นปกติ เพียงแต่ลืมไปว่าสวดมนต์บทไหนไปแล้วเท่านั้น
    เพราะฉะนั้น...ดูด้วยว่าสภาพร่างกายเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่รู้ว่าสภาพจิตแต่ละขั้นตอนมีอาการอย่างไร เราก็ต้องดูจากสภาพร่างกาย
    2728.png 2728.png 2728.png 2728.png 2728.png 2728.png 2728.png 2728.png 2728.png
    ...........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
     
  2. jkwm

    jkwm Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2012
    โพสต์:
    6,227
    ค่าพลัง:
    +6,804
    ขอร่วมบุญครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  3. jkwm

    jkwm Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2012
    โพสต์:
    6,227
    ค่าพลัง:
    +6,804
    ขอร่วมบุญครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. freedomis

    freedomis เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    2,746
    ค่าพลัง:
    +4,275
    วันนี้ วันอาสาฬหบูชา 29/7/2569

    ***********************************
    เรื่องการอุทิศส่วนกุศล ท่านพระยายม (ลุงพุฒิ)
    ท่านมาสั่งให้หลวงพ่อบอกลูกหลาน เมื่อวันปวารณา
    ออกพรรษาปี ๒๕๓๑ ซึ่งหลวงพ่อได้เล่าให้ฟังดังนี้
    “..พระยายมกับท่านลุง (นายบัญชี) มาเที่ยววันออก
    พรรษา บอกว่า คนที่ผมจะช่วยได้ต้องเฉพาะคนที่ผ่าน
    สำนักผมเท่านั้นนะ
    ถามท่านว่า "ลุงมีข่าวอะไรส่งข่าวบ้างล่ะ?"
    ท่านบอกว่า "ไม่มี ผมหยุดนรกการ ๓ วัน"
    รู้จักไหม...ชาวบ้านเขาหยุดราชการ ใช่ไหม
    ท่านหยุดนรกการ ๓ วัน เมื่อวานนี้ (ออกพรรษา)
    วันนี้ (ปวารณา) และพรุ่งนี้
    ถาม "ทำไม..?"
    ท่านบอก "วันสำคัญนี่วันมหาปวารณาผมไม่สอบสวน"
    เลยถามว่า "ถ้าเวลาที่ลุงไม่สอบสวน พวกที่คอยการ
    สอบสวนเขามีอิสระ ใช่ไหม?"
    ท่านบอกว่า "ตามปกติเขาก็มีอิสระอยู่แล้ว ไอ้ที่ไปยืน
    ที่นั่น เขายืนรอคนไม่ให้ลงนรกเท่านั้นเอง"
    คือว่า ท่านมีหน้าที่ไม่ให้ลงนรก
    แต่ก็ต้องไปตามกฏแห่งกรรม ถ้ารู้กฎของบุญนิดหนึ่ง
    ท่านให้ไปสวรรค์ก่อนเลย ท่านจัดอย่างนั้น
    เลยถามท่านว่า "ถ้าเขามีอิสระอย่างนี้ เขาไปได้ไหม?"
    ท่านบอกว่า "เขาไปไหนก็ได้ ถึงเวลาสอบสวนเขาก็มา
    เอง กฏของกรรมมันบังคับ"
    หมายความว่า เขาจะต้องถูกสอบสวน ไม่งั้นเขาจะลง
    นรกทันที ถ้าเขามาที่นั่นยังมีโอกาสพ้นหรือไม่พ้น ยัง
    ไม่แน่
    เลยถามว่า "ถ้าบรรดาญาติเขาอุทิศส่วนกุศลให้เขา
    จะมีโอกาสได้รับไหม?"
    ท่านบอกว่า "ถ้าญาติฉลาด...ได้รับทุกคน"
    ญาติฉลาด หมายความว่า ทำบุญแล้วอุทิศส่วนกุศล
    ให้ตรงให้คนเดียว อย่าให้คนอื่น แต่ต้องออกชื่อนะ
    เพราะเวลานั้นยังเป็นเวลาปลอดอยู่ มีสภาพคล้าย
    สัมภเวสี
    ก็ถามท่านว่า "ทำบุญอย่างไหน พวกนี้จึงจะได้ไป
    สวรรค์ชั้นสูง มีความสุขมาก มีความสุขน้อย หรือไม่
    ได้รับเลย"
    ท่านบอกว่า "แดนใดไม่มีบุญ ทำแล้วก็ไม่ได้รับเหมือน
    กัน"
    หมายความว่า พระเรานี่ล่ะเป็นพระแต่หัว แต่ผ้าเหลือง
    มีไหม..นี่แหละทำไปเท่าไรเจ๊งหมด ขาดทุน
    ท่านบอกว่า "อย่างนี้ทำเท่าไรก็ไม่มีผล อุทิศส่วน
    กุศลให้แก่พวกนั้น เขาก็ไม่ได้รับเพราะรับไม่ไหว
    ถ้าทำบุญที่เขตมีบุญน้อย เขาก็มีอานิสงส์น้อย เขาก็มี
    ความสุขน้อย นี่เราไม่ต้องพูดกัน ทำบุญที่มีอานิสงส์
    ใหญ่ ที่เป็นบุญมากก็ได้รับผลมาก"
    ก็ถามถึงบุญ "ท่านบอก สังฆทาน นี่ดีที่สุด"
    แล้วท่านก็บอกว่า "ไปบอกชาวบ้านเขานะว่า คนที่ผม
    จะช่วยได้จริงๆ ต้องเฉพาะคนที่ผ่านสำนักผมเท่านั้น
    นะ"
    อย่าง สัมภเวสี เปรต อสุรกาย ไม่ผ่านท่าน ท่านช่วย
    ไม่ได้ แล้วคนที่ลงนรกทันใดก็ช่วยไม่ได้ เพราะไม่ได้
    ผ่านสำนักท่าน คนที่ต้องผ่านสำนักท่าน เมื่อผ่านสำ
    หนักท่านก็ต้องไปคอยอยู่
    เลยถามท่านว่า "ทำอย่างไรถึงความแน่นอนจึงจะ
    ปรากฏ ลุงจะช่วยได้"
    ท่านก็เลยบอกว่า "เอาอย่างนี้ เวลาเขาทำบุญเสร็จ
    อุทิศส่วนกุศลให้แก่คนตาย ถ้ายังไม่มั่นใจให้บอกว่า
    ถ้าบุคคลนี้ยังไม่มีโอกาสโมทนาเพียงใด ขอให้พระยา
    ยมเป็นพยานด้วย ถ้าหากว่าพบเธอเมื่อใด ขอให้บอก
    เธอโมทนาเมื่อนั้น"
    ท่านบอกว่า เพียงแค่เท่านี้แหละ ผมก็ไม่ต้องสอบสวน
    มันโผล่หน้าเข้าไป ผมก็บอกว่า "เฮ้ย...เขาทำบุญอย่าง
    โน้นมึงโมทนาเว้ย มันก็ไปสวรรค์เลย แค่นี้ล่ะ ผมก็ไม่
    ต้องเหนื่อย"
    พระราชพรหมยาน
    หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 98475.jpg
      98475.jpg
      ขนาดไฟล์:
      170.9 KB
      เปิดดู:
      35
    • 98479.jpg
      98479.jpg
      ขนาดไฟล์:
      129.8 KB
      เปิดดู:
      33
  5. freedomis

    freedomis เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    2,746
    ค่าพลัง:
    +4,275
    วันนี้ 30/7/2569 วันเข้าพรรษา ร่วมบุญด้วยครับ

    **************************************************
    ...ถ้าหากกล่าวถึงว่าพระยายมราชปล่อยผี บางคนก็บอกว่าปล่อยทุกวันพระ ตรงนี้ก็ไม่ใช่อีก #ในเรื่องของการปล่อยผีทุกวันพระนั้น ต้องใช้คำว่า "#นายป่าช้า" ก็คือบรรดามหิทธิกาเปรต หรือกาลกัญจิกอสุรกาย ซึ่งมักจะยึดครองความเป็นใหญ่ในสถานที่ ซึ่งก็คือป่าช้าสำหรับฝังศพเผาศพเหล่านั้น แล้วก็ปกครองพวกเปรตอสุรกายอื่น ๆ อยู่ #พอถึงเวลาวันพระมีคนทำบุญ ก็จะปล่อยให้บรรดาบริวารของตนที่เป็นเปรต หรืออสุรกาย เหล่านั้น ไปอนุโมทนาบุญ
    คราวนี้ก็ไปติดตรงข้อจำกัดที่ว่า #ถ้าเขาไม่ได้เจาะจงอุทิศให้ #แล้วก็ไม่ได้ให้ผู้ที่ไม่ใช่ญาติ ก็เป็นอันว่าอด อีกส่วนหนึ่งก็คือ #ถ้าการทำบุญนั้นผสมด้วยบาป เขาก็ไม่อนุโมทนา เพราะว่าถ้ารับผลบาปไป #ยินดีในบาปของคนอื่น #ตนเองก็ได้รับโทษเพิ่มขึ้น อย่างเช่นว่าจะทำบุญวันพระ แต่ฆ่าหมู ฆ่าไก่ ฆ่าปลา ล้มวัว ล้มควาย เหล่านี้เป็นต้น
    ดังนั้น..ข้อจำกัดเหล่านี้จึงมีมากเป็นพิเศษ ทำให้ทุกท่านจะได้เห็นว่า #การเป็นมนุษย์นั้นถือว่าอยู่ในภูมิที่เหมาะสมที่สุด #ก็คือสามารถสร้างบุญสร้างกุศลให้กับตนเองได้ ถามว่าเป็นพรหมเป็นเทวดาสร้างได้ไหม ?
    ได้..แต่โอกาสมีน้อยกว่ามาก เพราะประการแรก ถ้าหลงเพลินอยู่กับทิพยสมบัติ บางทีก็ไม่ได้ใส่ใจเลย แบบเดียวกับสุปติฏฐิตเทพบุตร มีอายุอยู่แค่ ๗ วัน แต่ก็รื่นเริงอยู่กับทิพยสมบัติ โชคดีที่อากาสจารีเทพบุตรไปเจอเข้าถึงได้ชักชวนไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า
    หรือไม่ก็ที่สนังกุมารพรหมชักชวนเพื่อน บอกว่าให้ไปกราบฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เพื่อนบอกว่า "เรายิ่งใหญ่ขนาดนี้แล้วยังต้องไปอีกหรือ ?" สนังกุมารพรหมถามว่า "ท่านที่ว่ายิ่งใหญ่นั้นทำอะไรได้บ้าง ?" เพื่อนพรหมก็แผลงฤทธิ์ ๔ พักตร์ ๘ กร เหล่านั้นเป็นต้น สนังกุมารพรหมก็เลยแผลงฤทธิ์ใหญ่กว่าหลายเท่า พร้อมกับบอกว่า "เราเองทำได้ขนาดนี้ยังไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้าเลย ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ดีจริง เราก็ไม่ไปอยู่แล้ว"
    เราจะเห็นได้ว่าการเป็นพรหม เป็นเทวดา ไม่ใช่โอกาสที่จะสร้างบุญสร้างกุศล โอกาสที่เหมาะที่สุดก็คือความเป็นมนุษย์ของเรานี่เอง แต่มาสมัยนี้ก็เจอบรรดาผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ รณรงค์หรือต่อต้านการทำบุญกับพระสงฆ์เสียอีก โดยไปเหมาเอาว่า ทำแล้วทำให้พระสงฆ์ร่ำรวย แล้วก็ทำชั่วกันหมด..!
    ....คราวนี้โอกาสที่พระยายมราชจะปล่อยผีนั้นมีอยู่ แต่ว่ามีอยู่แค่ปีละ ๔ วันเท่านั้น ก็คือ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา โดยจะให้โอกาส ๓ วัน เฉพาะบรรดาท่านทั้งหลายที่ตกตายแล้วยังไม่ได้ไปรับความดีความชั่ว #รอการตัดสินอยู่ที่ตำหนักพระยายมราช #จะปล่อยให้ท่านทั้งหลายเหล่านี้ไปหาญาติพี่น้องของตนเอง
    ถ้าหากว่าได้อนุโมทนาบุญแล้วไปดี พระยายมราชกับนายบัญชีก็ไม่ต้องเหนื่อยมาตัดสินให้ เพราะว่าส่วนใหญ่ก็จะขึ้นข้างบนไปเลย แต่ถ้าไปเจอญาติพี่น้องของตนเองทำบุญไม่เป็น #ก็คือทำบุญผสมบาปบ้าง #ทำบุญแล้วไม่ค่อยอุทิศให้บ้าง ก็เป็นอันว่ารับประทาน "แห้ว" เต็มพุงกลับมา..!
    ถามว่าหนีไปเลยได้ไหม ? ได้..แต่ไม่มีใครหนี เพราะว่าอันดับแรกเลย ไม่รู้ว่าจะไปอย่างไร ? อันดับที่สองก็คือถ้าเจอพระยายมราช #โอกาสที่จะได้ดีมีมากกว่า #เพราะว่าท่านจะสอบถามละเอียดว่าสร้างบุญสร้างกุศลอะไรมาบ้าง ?
    นึกถึงความดีได้แม้แต่เล็กน้อยก็ตาม ท่านก็จะไปให้รับผลดีนั้นก่อน แต่ถ้าไม่เคยสร้างบุญเดิมเอาไว้ ผลบุญมีน้อย #ก็ได้เสวยผลบุญเพียงพักเดียว แล้วก็ต้องลงทุคติใหม่..!
    ในส่วนนี้ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เฉพาะบุคคลที่ตายแล้ว ยังไม่ได้รับการตัดสิน #พวกที่ได้รับการตัดสินลงสู่ขุมต่าง#ไปแล้วไม่มีโอกาสกลับมา ญาติพี่น้องทำบุญไปก็เท่ากับสูญเปล่า #ยกเว้นว่าฝากพระยายมราชท่านเอาไว้ เพื่อถึงเวลาพ้นจากนรกขึ้นมาท่านบอกให้อนุโมทนา
    แต่ไม่ทราบเหมือนกันว่านานแค่ไหน เพราะว่าอย่างอเวจีมหานรก อายุวันหนึ่งเท่ากับ ๑ กัปของโลกมนุษย์ ตายห่..พอดี..!
    คราวนี้การที่บุคคลซึ่งรอการตัดสินอยู่ ระยะเวลาของตำหนักพระยายมนั้น วันหนึ่งเท่ากับ ๕๐ ปีของโลกมนุษย์ วันนี้ถือว่ากระผม/อาตมภาพเล่านิทานให้ทุกท่านฟังก็แล้วกัน เรื่องพวกนี้จะเอาหลักฐานมายืนยัน ก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน #อยากจะรู้อยากจะเห็นก็ทำให้ได้เองก็แล้วกัน
    ดังนั้น..เราจะเห็นว่าบุคคลที่รู้จริง #เมื่อถึงเวลาญาติพี่น้องตัวเองตายก็มีการทำบุญให้ สมัยก่อนก็นิยมสวดพระอภิธรรม เลี้ยงพระไปเรื่อย มักจะทำกัน ๗ วัน ปัจจุบันนี้อย่างเก่งก็สวด ๓ วันแล้วไปทำบุญวันที่ ๗ แล้วเราก็ยังมีทำบุญ ๕๐ วัน ทำบุญ ๑๐๐ วัน ทำบุญครบรอบปีวันตาย เราเอาจบแค่ ๑๐๐ วันก็แล้วกัน
    ๑๐๐ วันของโลกมนุษย์เท่ากับไม่ถึงชั่วโมงที่ตำหนักพระยายม #บางทีญาติตัวเองยังไม่ได้รับการตัดสินเลย ถ้า ๕๐ วันเท่ากับไม่กี่นาทีของตำหนักพระยายม #บางทีก็ยังเข้าแถวรออยู่ท้าย ๆ โน่น..!
    ดังนั้น..บุคคลที่ท่านรู้เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ #จึงกำหนดเป็นประเพณีมาให้กับพวกเรา ทำให้บรรดาญาติพี่น้องต่าง ๆ มีโอกาสที่จะได้รับผลบุญเต็ม ๆ #เพราะว่าส่วนใหญ่ทำก็จะออกชื่อออกนามสกุลไปเลย #เป็นสิทธิของเขาโดยตรง คนอื่นแย่งชิงไม่ได้ เรื่องพวกนี้เราฟังแล้วก็พยายามที่จะค้นหาด้วย ว่าอะไรเป็นความเชื่อ อะไรเป็นความจริง
    ดังนั้น..ขอทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า แรม ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐ ไม่ใช่วันพระยายมราชปล่อยผี แต่ว่าการปล่อยผีทุกวันพระ เป็นของนายป่าช้า ที่ให้บริวารตนเองไปดูว่ามีญาติของตนทำบุญแล้วอุทิศให้หรือเปล่า
    พระยายมราชจะปล่อยปีปีละ ๔ ครั้งเท่านั้น ก็คือ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา
    บุคคลที่จะอนุโมทนาบุญได้ นอกจากบรรดาท่านที่ตายแล้ว #ยังไม่มีภพภูมิที่แน่นอน ซึ่งเรียกว่าสัมภเวสี #กับบรรดาเปรตที่กรรมเบาบางแล้ว เรียกว่าปรทัตตูปชีวีเปรต และพวกอสุรกายทั้งหลาย #กับบรรดาท่านที่อยู่ในสุคติภูมิ
    แม้แต่มนุษย์เราก็อนุโมทนาบุญได้ #โดยเฉพาะช่วงเช้ามืด หลังจากพวกเราทำวัตร อุทิศส่วนกุศลกันเสร็จสรรพแล้ว ก็ตั้งใจไว้ด้วยว่าใครทำคุณงามความดีในทาน ในศีล ในภาวนา #ตลอดวันหนึ่งคืนหนึ่งที่ผ่านมานี้ #เราขออนุโมทนาด้วย ก็เท่ากับว่านอกจากเราจะให้บุญคนอื่นแล้ว #เรายังยินดีในบุญของคนอื่นด้วย
    แต่การอนุโมทนาบุญคนอื่นมีจุดอ่อนอยู่เล็กน้อย ก็คือว่า #บุญนั้นต้องส่งผลแก่ผู้ทำเองก่อน #เราถึงจะมีโอกาสได้รับ ถ้ายังไม่ส่งผล เราก็แหงนคอรอคอยไปก่อน

    คัดลอกบางส่วนจาก...เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันจันทร์ที่ ๒๒ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๘
    ที่มา #Namthip Nachiangtai
     
  6. freedomis

    freedomis เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    2,746
    ค่าพลัง:
    +4,275
    วันพระ ร่วมบุญด้วยครับ
    *****************************
    1f64f.png ถาม : ในเรื่องของการทำงาน คุณค่าของงานที่เราทำคืออะไรครับ ?
    1f496.png ตอบ : งานก็คืองาน สำคัญอยู่ตรงความรับผิดชอบของเรา ถ้าเรามีความรับผิดชอบทุ่มเทให้กับงาน ก็แปลว่าเราปฏิบัติธรรมอยู่เช่นกัน เพราะว่าต้องประกอบด้วยสมาธิจดจ่ออยู่กับงาน มีความพากเพียรในงานนั้น ๆ
    คราวนี้ในส่วนของงาน พอเราทำแล้วผลตอบแทนที่ได้มาต่างหาก ว่าเราจะเอาไปทำอะไร ถ้าเป็นอย่างของโบราณก็คือ ได้มาแล้วท่านก็แบ่งปัน
    เอเกน โภเค ภุญฺเชยฺย
    ส่วนที่หนึ่งก็อาศัยกินอาศัยใช้ตามปกติ
    ทฺวีหิ กมฺมํ ปโยชเย
    อีกสองส่วนก็ใช้ในการลงทุนทำการทำงาน
    จตุตฺถญฺจ นิธาเปยฺย
    ส่วนที่สี่ ก็ทำบุญสร้างกุศลเพื่อเก็บเอาไว้ใช้ในชาติหน้า
    ฉะนั้น...เรื่องคุณค่าของงานอยู่ที่ตัวเราว่า ถึงเวลาผลตอบแทนได้มาแล้วเราจะทำอย่างไร สร้างบุญสร้างกุศลให้แก่เรา สร้างคุณงามความดีให้แก่เรา สร้างความสุขความสบายให้แก่ตัวเองและคนรอบข้าง
    อันนี้ที่กล่าวไปนั้นเป็นการทำงานของบุคคลทั่ว ๆ ไป ส่วนการทำงานอีกสายหนึ่งนั้นเป็นของพระโพธิสัตว์ ท่านทั้งหลายเหล่านี้จะเสียสละตัวเองทำเพื่อส่วนรวมเสมอ ก็คืองานอะไรที่ก่อประโยชน์สุขแก่คนหมู่มาก ท่านก็จะทำงานนั้น ไม่ค่อยจะเห็นแก่ประโยชน์สุขส่วนตัวของตนเอง
    ฉะนั้น...คุณค่าของท่านตรงจุดนั้นก็คือว่า ทำงานเพื่อผู้อื่น เพื่อประโยชน์สุขของเขา ในส่วนนั้นนอกจากท่านเองจะได้อานิสงส์ที่คนเห็นแล้วเลื่อมใสศรัทธา อยากจะทำตามแนวทางนั้น ตัวท่านเองก็ได้ความสุขใจที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ตัวเองชอบ เพราะฉะนั้น...คุณค่าจึงต่างกันระหว่างปุถุชนทำงานที่อธิบายไปตอนต้น กับพระโพธิสัตว์ทำงานที่พูดในตอนหลัง
    ..........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
     

แชร์หน้านี้

Loading...