เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 3 สิงหาคม 2026 at 19:47.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,784
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,198
    ค่าพลัง:
    +26,979
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,784
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,198
    ค่าพลัง:
    +26,979
    วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ บ้านเราฝนฟ้าก็ยังตกไม่เลิก ในขณะเดียวกัน สารพัดเรื่องราวในคณะสงฆ์ก็ประเดประดังเข้ามา ซึ่งจะว่าไปแล้ว ถ้าหากว่าพระภิกษุสามเณรของเราแค่มีความละอายชั่ว กลัวบาป รักศีลของตนเอง ทุกอย่างก็จบแล้ว..!

    เพียงแต่ว่าในปัจจุบันนี้ บรรดาบุคคลที่บวชเข้ามานั้นไม่ได้บวชเพื่อความพ้นทุกข์ ส่วนหนึ่งนั้นบวชเข้ามาก็เพื่อจะได้มีที่พึ่งพาอาศัย อย่างที่บาลีเรียกว่า "อุปชีวิกา" บวชเข้ามาอาศัยศาสนาเลี้ยงชีพ ซึ่งถ้าหากว่าเป็นพวกนี้ก็จะฉกฉวยผลประโยชน์ทุกอย่างเข้าใส่ตัว โดยเฉพาะสร้างความปวดหัวให้กับเจ้าอาวาสหรือว่าเจ้าคณะปกครองเป็นปกติ โดยเฉพาะในเรื่องของกิจนิมนต์

    แม้กระทั่งวัดท่าขนุนของเราก็เคยมี ทั้ง ๆ ที่การจัดกิจนิมนต์ของเรานั้นก็ว่ากันไปตามลำดับ แต่ว่าท่านจะออกเสียทุกงาน..! ถ้าลักษณะอย่างนี้ บวชอยู่ต่อไปก็มีแต่จะสร้างความเสียหายให้กับพระพุทธศาสนา ยังโชคดีที่ว่าของวัดท่าขนุนเรา ท่านมรณภาพไปเสียก่อน ไม่อย่างนั้นก็คงจะสร้างความปวดหัวให้อีกนานเท่านาน..!

    กระผม/อาตมภาพก็คงไม่ปวดหัวเองหรอก เพราะว่าถ้ารำคาญมาก ไม่จับสึกก็ไล่ไปอยู่ที่อื่น ไอ้ที่ปวดหัวก็คือคนจัดกิจนิมนต์ เพราะว่าท่านไม่ได้มาโวยวายกับผม แต่ว่าไปโวยวายกับท่านที่จัดกิจนิมนต์..!

    คราวนี้ส่วนอื่นนั้นก็มีทั้งที่บวชเข้ามาเพื่ออาศัยร่ำเรียนหนังสือ
    เมื่อได้วุฒิการศึกษาตามที่ตนเองต้องการแล้ว ถึงเวลาก็สึกหาลาเพศไปทำงาน ถ้าลักษณะแบบนี้ ท่านไม่ได้ทำผิดอะไรก็แล้วไป แต่ส่วนใหญ่แล้ว ในเรื่องของการศึกษานั้น ครูบาอาจารย์ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็มักจะถวายคำแนะนำให้กับพระภิกษุสามเณรแบบผิด ๆ

    อย่างเช่นว่า "พวกเราเรียนมาหนัก ถ้าหิวข้าว หลังเพลก็สามารถที่จะฉันได้ เนื่องเพราะว่าการฉันอาหารในเวลาวิกาลนั้นแค่แสดงอาบัติก็จบแล้ว..!" ซึ่งจะว่าไปแล้ว สิ่งที่ท่านพูดมานั้นใช่แค่ครึ่งเดียว เพราะว่าการแสดงอาบัตินั้นไม่ได้หมายความว่าโทษจะหมดไป โทษที่เราล่วงละเมิดพระวินัยยังรออยู่ แต่ไปรู้กันตอนตาย คนก็เลยไม่ค่อยจะกลัวกัน..!

    โดยเฉพาะถ้าเปรียบผู้ที่ต้องอาบัติเหมือนบุคคลที่เป็นแผล ต่อให้เราไม่ทำความชั่ว คือไม่ละเมิดอาบัติแล้ว แต่แผลนั้นยังคงอยู่ ดังนั้น..บุคคลที่ละเมิดศีลบ่อย ๆ ก็เหมือนกับคนที่เป็นแผลทั้งตัว ใครที่รู้เห็นเข้าก็ไม่อยากจะที่จะคบหาสมาคมด้วย..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,784
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,198
    ค่าพลัง:
    +26,979
    สมัยก่อน กระผม/อาตมภาพเรียนหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นนักธรรมตรี - โท - เอก ก็ต้องหาตำรามาอ่านเอง แล้วไปลงชื่อสอบกับคณะจังหวัด ยังกราบเรียนหลวงพ่อฤๅษีท่านว่า "พระวัดเรามาก ทำไมหลวงพ่อไม่เปิดสำนักเรียนครับ ?" ท่านตอบได้สั้นและชัดมาก ท่านบอกว่า "ข้าไม่อยากเอาเหี้ยเข้าวัด..! เนื่องเพราะว่าบุคคลที่จะเป็นครูบาอาจารย์ เราต้องนิมนต์มาจากที่อื่น แล้วส่วนใหญ่ก็จะเป็นมิจฉาทิฏฐิ แนะนำลูกศิษย์แบบผิด ๆ"

    ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ก่อนหน้านี้เรื่องพวกนี้ก็ยังไม่ชัดเจน แต่พอมาเป็นเจ้าคณะปกครอง มาเป็นเจ้าสำนักศาสนศึกษาเอง เรื่องพวกนี้ถึงได้ชัดเจนขึ้น จนต้องยอมรับว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมองการณ์ไกลมาก สิ่งต่าง ๆ ที่ทำไปก็เพื่อรักษาพระพุทธศาสนาของเราทั้งสิ้น ดังนั้น..ถ้าสนใจเรียน ท่านไม่ได้ห้าม แต่ว่าไปขวนขวายเรียนด้วยตนเอง ถ้าต้องการเรียนต่อระดับสูงกว่านั้น ท่านก็พร้อมที่จะส่งไปสำนักในกรุงเทพฯ

    เมื่อท่านถามตอนกระผม/อาตมภาพจบนักธรรมชั้นเอกแล้วว่า "แกจะเรียนต่อหรือไม่ ? ถ้าจะเรียนต่อ ข้าจะได้ส่งไปสำนักของเพื่อนในกรุงเทพฯ ให้" ยังกราบเรียนท่านว่า "ถ้าผมห่างหลวงพ่อ ผมเลวแน่นอน ถ้าอะไรที่ผมควรได้แล้วไม่ได้ ถึงเวลาผมอาละวาดขึ้นมา จะเสียหายถึงหลวงพ่อด้วย ดังนั้น..ผมไม่ขอไปเรียนที่กรุงเทพฯ ครับ"

    จนกระทั่งภายหลัง พระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ. ๙, Ph.D.) อดีตเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม อดีตเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ซึ่งตอนนั้นเป็นแค่เจ้าคุณชั้นราช ก็คือพระราชปริยัติโมลี ท่านไปขอให้เป็นนักเรียนของท่าน เพราะเห็นว่าสอบได้คะแนนสูงมาก เมื่อไม่ได้ตัวท่านก็ไม่ว่าอะไร แต่พอมาเป็นเจ้าคณะตำบลที่ทองผาภูมิ ต้องไปเรียน ป.บส. (ประกาศนียบัตรบริหารกิจการคณะสงฆ์) เพื่อให้มีหลักในการปกครองคณะสงฆ์ชัดเจนขึ้น ดีขึ้น พอท่านเห็นหน้า ท่านก็ยังหัวเราะว่า "ท้ายที่สุดก็ต้องมาเป็นลูกศิษย์ผมจนได้"

    ดังนั้น..
    ในเรื่องของพระภิกษุสามเณรของเราที่ผิดที่พลาดอยู่ทุกวันนี้ จุดใหญ่อยู่ที่พระอุปัชฌาย์กับเจ้าอาวาส พระอุปัชฌาย์ในปัจจุบันก็มักจะเป็นอย่างที่เขานินทากัน ก็คือเป็น "พระอุปัชฌาย์เป็ด" ไข่แล้วก็ฟักไม่เป็น พูดง่าย ๆ ว่าไข่ทิ้งอย่างเดียว ลูกศิษย์ต้องตะเกียกตะกายเอาตัวรอดกันไปเอง ในเมื่อพระอุปัชฌาย์อาจารย์ไม่อยู่อบรมสั่งสอน ท่านทำผิดทำพลาดอะไร จะตำหนิท่านก็ยาก
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,784
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,198
    ค่าพลัง:
    +26,979
    แต่ถ้าเป็นบุคคลที่ตั้งใจบวชมาเพื่อเอาดีจริง ๆ อย่างน้อยท่านศึกษาตำรา ไม่ว่าจะเป็นวิสุทธิมรรค หรือพระไตรปิฎก ก็ยังคงพอเอาตัวรอดได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ขวนขวายในเรื่องของการเรียนรู้ แล้วโดยเฉพาะในเรื่องของการต้องอาบัติ ก็มักจะต้องในลักษณะรู้แล้วขืนทำ ก็คือต้องโดยไม่ละอาย ถ้าแบบนี้ให้อยู่ต่อไป ก็มีแต่จะสร้างความเสียหายให้กับพระพุทธศาสนาไปเรื่อย..!

    แล้วถ้าหากว่าเจ้าอาวาสดูแลทั่วถึง ก็คงจะไม่มีอะไรเสียหายเกิดขึ้น เนื่องเพราะว่าจะภาคทัณฑ์จะลงโทษอย่างไร เจ้าอาวาสมีสิทธิ์เต็มที่ตามกฎหมายอยู่แล้ว ตอนมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าขนุนใหม่ ๆ ที่นี่ยังมีพระที่ท่านติดยาเสพติด กระผม/อาตมภาพให้ทางเลือกท่านแค่ ๒ ทาง ก็คือถ้าสึกหาลาเพศไปก็จบ ถ้าอยู่ต่อก็จะแจ้งความให้ตำรวจมาจัดการ ท่านก็ขอสึกหาลาเพศกันไปเอง..!

    ดังนั้น..เจ้าอาวาสกับพระอุปัชฌาย์ถือว่าเป็นด่านสำคัญที่สุด ที่จะรักษาพระพุทธศาสนาของเราให้มั่นคงไว้ อย่างที่วันก่อน การประชุมคณะสงฆ์อำเภอทองผาภูมิ หลวงพ่อพระครูสุวิมลกาญจนวัฒน์ รองเจ้าคณะอำเภอทองผาภูมิ ท่านก็บอกว่า "พวกเราบวชมาก็ไม่มีใครตั้งใจบวชมาเป็นเจ้าอาวาส แต่พอถึงเวลา เคราะห์หามยามร้ายมาถึง กลายเป็นเจ้าอาวาสจริง ๆ ก็ต้องทำหน้าที่ของตนเองให้เต็มที่" แต่ว่าส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็คือเห็นทำกันแบบ "เต็มที" ขนาดเจ้าคณะปกครองบางท่าน มีอะไรยังต้องคุยกันด้วยเงินอย่างเดียว..!

    ตอนช่วงกระผม/อาตมภาพรับเป็นเจ้าภาพจัดโครงการธุดงค์ธรรมยาตราเฉลิมพระเกียรติ เคยปรารภขอที่พักและอาหารเช้าจากวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งท่านเป็นเจ้าคณะตำบล แต่ปรากฏว่าท่านจะเจรจาอย่างเดียวก็คือเรื่องของรายรับ..! หมายความว่าจะไปรบกวนท่านแล้วจะให้ท่านเท่าไร ? กระผม/อาตมภาพรำคาญขึ้นมาก็เลยย้ายไปวัดอื่นเสียให้หมดเรื่องหมดราวไป ก็แปลว่าแม้แต่ในทองผาภูมิของเรา ผู้ที่บวชมาจนได้เป็นเจ้าคณะปกครอง ก็ยังมีบุคคลที่มองแต่เงินเท่านั้น..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,784
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,198
    ค่าพลัง:
    +26,979
    ปัจจุบันนี้ ชาวบ้านก็ครหานินทาอยู่ ในเรื่องที่ว่าต่อไฟวัดไปใช้ แล้วท่านคิดค่าไฟแพงกว่าทางการไฟฟ้าคิดมาก มีเสียงร้องเรียนเข้ามา กระผม/อาตมภาพก็บอกว่า "ในเมื่อต้องอาศัยเขาก็ต้องทำตามเขา ยกเว้นอย่างเดียวว่าคุณไม่อาศัยท่านก็แล้วไป..!"

    จึงทำเอาญาติโยมเขาอยู่ในลักษณะ "กลืนไม่เข้า คายไม่ออก" อยู่เหมือนกัน จะไม่ใช้ไฟวัดก็ไม่มีให้ใช้ แต่ใช้ไฟวัดแล้ว ก็ต้องจ่ายค่าไฟแพงกว่า กระผม/อาตมภาพสงสัยแค่เพียงว่า แล้วทำไมไม่ขอติดตั้งมิเตอร์เสียเอง ? หมดเรื่องไป คาดว่าน่าจะเป็นต่างด้าว ไม่มีทะเบียนบ้าน จึงไม่สามารถที่จะขอติดตั้งมิเตอร์ได้ แล้วบุคคลพวกนี้มีความดีอยู่อย่างหนึ่ง คือรักใคร่สามัคคีกันมาก ไปอยู่ที่ไหนก็มักจะชวนพรรคพวกเพื่อนฝูงไปอยู่ด้วยกัน จำนวนมากต่อมากด้วย

    แม้กระทั่งวัดท่าขนุนของเราก็เคยมี แล้วก็ไม่มีใครจัดการได้ ช่วงนั้นอยู่กันทีเกือบ ๒๐๐ คน..! ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ วันพระของทางวัด ถึงเวลาให้ช่วยยกข้าวปลาอาหาร แต่แทนที่จะเข้าโรงครัว กลับยกไปเข้าบ้านตัวเอง..! เรื่องนี้ต้องถามแม่ชีชื่น (อุบาสิกาชื่น ศรีสองแคว) หัวหน้าแม่ชีวัดท่าขนุน เพราะว่าถึงด่าสาดเสียเทเสียเท่าไร ก็ไม่มีใครฟัง แล้วไม่มีใครกล้าขับไล่ เพราะว่าเขาอยู่กันจำนวนมาก กลัวว่าเขาจะใช้ในลักษณะพลังมวลชนมากดดันเจ้าอาวาส

    จนกระผม/อาตมภาพมาเป็นเจ้าอาวาส ถึงได้ไล่เตลิดเปิดเปิงไปหมด แล้วพวกนี้รู้ว่ากระผม/อาตมภาพเอาจริง บอกกับเขาว่า "ถ้าใครยอมย้ายเอง ไม่ว่าจะไม้ จะสังกะสี จะยกให้ทั้งหมด แต่ถ้าไม่ยอมย้าย ถึงเวลาโดนไล่ออก จะไม่ได้อะไรเลย..!" เขาถึงได้ทยอยย้ายกันไปจนหมด ไม่อย่างนั้นแล้ว แดนสงบด้านล่างที่สร้างกุฏิให้แม่ชีอยู่นั้นก็คงจะไม่มี เพราะว่าพวกเขาอยู่กันจนแน่นไปหมด..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,784
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,198
    ค่าพลัง:
    +26,979
    พวกเราจะเห็นว่าในเรื่องของพระอุปัชฌาย์หรือเจ้าอาวาสที่เป็นหลัก ถ้าหากว่าตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้เต็มที่ เรื่องเสียหายต่าง ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น ตัวอย่างก็หลวงปู่สาย ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ แล้วพระท่านไปทำผิดทำพลาด แต่ไม่ยอมสึก หนีไปอยู่ถึงจังหวัดอ่างทอง หลวงปู่สายก็ตามไปถึงจังหวัดอ่างทอง แจ้งเจ้าคณะตำบลในพื้นที่ว่า บุคคลนี้มีความประพฤติเสียหายแบบนี้ ต้องอาศัยแรงของบุคคลในพื้นที่ช่วยกดดัน ถึงได้ยอมสึกหาลาเพศไป..!

    ดังนั้น..ถ้าพระอุปัชฌาย์หรือเจ้าอาวาสรับผิดชอบอย่างหลวงปู่สายท่าน เรื่องร้าย ๆ ในปัจจุบันจะไม่มี แต่ปัจจุบันนี้ บางทีพระอุปัชฌาย์และเจ้าอาวาสก็ทำเสียเอง กลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นแม่ปู แล้วไม่สามารถจะสอนให้ลูกเดินตรงทางได้ กลายเป็นปัญหาใหญ่อยู่ในปัจจุบัน..!

    แล้วเรื่องของพระอุปัชฌาย์นั้น คณะสงฆ์จะคัดสรรและอบรมขนาดไหนก็ตาม ก็จะมีเจ้าพวกที่ยอมอบรมเพื่อให้ผ่านไปเป็นพระอุปัชฌาย์เท่านั้น แล้วก็บวชเก็บเงินอย่างเดียว ไม่สนใจจะอบรมลูกศิษย์ตนเอง จึงก่อให้เกิดความเดือดร้อนไปทั้งสังฆมณฑลอย่างในปัจจุบันนี้..!

    ข้างบนมีนโยบายมาอย่างไร ก็อยู่ในลักษณะลูบหน้าปะจมูก เพราะว่าก็มักจะให้โอกาสพระอุปัชฌาย์อาจารย์เป็นผู้พิจารณาจัดการเองก่อน ในเมื่อไม่ล้วงลูกเอง หรือไม่สามารถที่จะล้วงลูกได้ ก็กลายเป็นสร้างความเสียหายไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีบุคคลที่เป็นหน่วยกล้าตายมาจัดการ แต่ตอนนั้นเรื่องเสียหายก็เกิดขึ้นจนกระทั่งญาติโยมเสื่อมศรัทธากันหมดแล้ว..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันจันทร์ที่ ๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...