เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 4 พฤษภาคม 2026 at 15:53.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    วันนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็นวันฉัตรมงคลในรัชกาลที่ ๑๐ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

    เช้านี้อากาศที่บ้านพัก B&B ถนน Koutu Road เมืองโรโตรัว ประเทศนิวซีแลนด์นั้น อยู่ที่ ๗ องศาเซลเซียส แต่รู้สึกว่าเย็นผิดปกติ จนกระผม/อาตมภาพต้องนำเอาเสื้อกันหนาวมาใส่เพิ่มอีก ๑ ตัว

    หลังจากที่ได้ตรวจแก้บันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุน ซึ่ง "เผือกน้อย" (นายเฉลิมเดช รุจิราวรรณ) ช่วยถอดเสียงเป็นตัวอักษรลงไว้ในเว็บไซต์วัดท่าขนุนเสร็จแล้ว ก็ได้ภาวนาส่งใจไปกราบพระจนกระทั่งครบตามจำนวนที่ตนเองได้ตั้งใจไว้ แล้วจึงไปสรงน้ำ แต่ว่าน้ำที่นี่น่าจะสู้อากาศเย็นไม่ไหว แทนที่จะร้อนสักหน่อย ก็ได้แค่อุ่น ๆ เท่านั้น แต่ก็ยังดีกว่าเย็นเฉียบไปเลย

    แต่งตัวยังไม่ทันจะเสร็จ "น้องเล็ก" (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ก็มาเคาะประตูนิมนต์ไปฉันเช้าที่บ้านพักอยู่ ๑ หลัง ซึ่งทุกคนรวมกันอยู่ที่หลังนั้น และมีการเปิดฮีตเตอร์เสียด้วย ภายในจึงอุ่นจนร้อนไปเลย

    ข้าวปลาอาหารวันนี้ พวกเราทำกันเอง ได้ยินว่าเป็นฝีมือของ "เสี่ยกัง" (นายนิพนธ์ แซ่กัง) และ "คุณนายโย" (นางสาวทัศน์วรรณ พิพัฒน์รังสรรค์) ช่วยกันทำขึ้นมาท่ามกลางเสียงติเสียงชมของพรรคพวกหลายต่อหลายคน กระผม/อาตมภาพชิมแล้วพอที่จะไปวัดได้ทุกรายการ ยกเว้นผัดกะเพราที่หากะเพราไม่ได้ จึงใช้ใบโหระพาแทน ทำให้รสชาติออกมาประหลาดอยู่สักหน่อย..!

    คำว่า กะเพรา ของเรานั้น ต้องใช้คำว่า Holy Basil ถึงจะได้ใบกะเพรา ถ้าไปบอกว่า Basil เฉย ๆ ก็จะได้เป็นโหระพาด้วยประการฉะนี้ "คุณนายโย" ผัดไปก็บ่นไป ว่าไม่เคยซื้อโหระพาราคาโคตรแพงขนาดนี้มาก่อนเลย ถ้าเป็นที่บ้านเรา น่าจะซื้อได้หลายกิโลกรัม แต่ที่นี่ซื้อมาได้แค่กำมือเดียวเท่านั้น..!

    เมื่อฉันเช้าเสร็จเรียบร้อย กระผม/อาตมภาพก็กลับเข้าห้องไปเก็บข้าวของ แล้วก็นอนภาวนาแบบสบายใจ เพราะว่านัดกันเดินทางตอน ๑๐ โมงตรง เพียงแต่ว่าพอ ๙ โมงก็ได้ยินเสียงปิดเปิดประตูรถให้ยุ่งไปหมด

    กระผม/อาตมภาพจึงหอบเอากระเป๋าออกมา "เถ้าแก่ตี๋" (นายชวาลภพ วิทูรสุนทร) ซึ่งเกษียณจากหน้าที่การงานแล้ว ทำตัวเป็นเด็กวัดเต็มรูปแบบ ฉวยกระบอกน้ำและกระเป๋าถือไปให้

    กระผม/อาตมภาพเมื่อล็อคประตูหน้าต่างเสร็จเรียบร้อย ก็เอากุญแจยัดคืนกล่อง แล้วก็ปรับเลขรหัสหน้ากล่องเป็น ๖๖๖๖ ก็คือไม่ให้คนที่มาส่งเดชรู้ว่าเป็นรหัสอะไร นอกจากคุณจะเดาได้เท่านั้น
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    เมื่อมาถึงรถ ทุกคนก็มาพร้อมกันหมดแล้ว กระผม/อาตมภาพแกล้งแซวว่า"ไหนจะเดินทาง ๑๐ โมง นี่เพิ่งจะ ๙ โมงเท่านั้น" ทุกคนบอกว่าอยู่ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำ เดี๋ยวพวกเราหาที่เที่ยวแถวนี้ดีกว่า แล้วก็เป็นหน้าที่ของ "เสี่ยโอ" (นายอุดมศักดิ์ จิระบัณฑิตย์) ที่ใคร ๆ ก็เรียกว่า "เจ้าพ่อกูเกิ้ลแม็พ" บ้าง "ซูเปอร์เนวิเกเตอร์" บ้าง เป็นคนปักหมุดให้ตรงไปยังสถานที่แรกในวันนี้ ซึ่งก็คือทะเลสาบ Lake Front Car Park

    จะว่าไปแล้ว Park คำนี้ ถ้าหากว่า Car Park คือสถานที่จอดรถ แต่ว่าสามารถซ้อนคำว่า Park อีกคำหนึ่งก็คือสวนสาธารณะเอาไว้ด้วย ก็คือสวนสาธารณะหน้าลานจอดรถนั่นเอง ห่างจากสถานที่พักของเราแค่ไม่กี่นาที

    พอจอดรถ สิ่งแรกที่เห็นก็คือห้องกระจกซึ่งบรรจุเรือแกะสลักลายแบบเมารีลำยาวเหยียด น่าจะถึง ๑๒ เมตรเอาไว้ภายในนั้น เสียดายว่ากระจกค่อนข้างจะมัว จึงไม่สามารถจะถ่ายรูปให้พวกเราดูได้ สถานที่นี้เป็นสวนสาธารณะและมีสนามเด็กเล่นอยู่ด้วย ดูสนามเด็กเล่นของเขาแล้ว รู้สึก "น้ำตาจิไหล" เพราะว่าอะไรที่จะคิดทุกอย่างให้รอบคอบปานนั้น เด็ก ๆ ที่อยู่ที่นี่น่าจะมีความสุขมากทีเดียว

    พวกเราจึงถ่ายรูปกันหน้าสวนสาธารณะ แล้วกระผม/อาตมภาพก็เดินไปดูบรรดาสารพัดสัตว์ในบริเวณนั้น ไม่ว่าจะเป็นฝูงนกนางนวล ฝูงห่านป่า ตลอดจนกระทั่งฝูงหงส์ ซึ่งมีกระทั่งฝูงนกเป็ดน้ำด้วย เพียงแต่ว่านกเป็ดน้ำนั้นดูท่าจะมีน้อยที่สุด และเจ้าพวกนี้น่าจะอยู่ในระหว่างสะสมความร้อนใส่ตัว เพราะว่าอากาศค่อนข้างเย็น

    ดังนั้น..เมื่อเข้าไปใกล้ถ่ายรูปอะไรก็ไม่ค่อยอยากจะขยับไปไหน แถมยังมีนกนางนวลสองตัว ซึ่งใหญ่เท่ากัน แต่เจ้าตัวหนึ่งเป็นลูก ส่งเสียงอ้อนขออาหารจากแม่ ประมาณว่าขี้เกียจหาเองกระมัง พอแม่ช้า มันก็จับแม่แหกปากแล้วก็ล้วงเอาในปากเลย เจ้าลูกประเภทนี้ คงจะต้อง "โบก" ให้คว่ำอยู่ตรงนั้นเอง..!

    พวกเราหามุมถ่ายรูปกันตามอัธยาศัย ภาพที่ทุกคนชอบใจที่สุดก็คือฝูงหงส์ดำ ซึ่งเอาหัวทิ่มลงไปไซ้หาอาหารในน้ำ โผล่ก้นโด่งขึ้นมา ซึ่งทุกคนพยายามถ่ายรูปว่าใครจะได้ก้นหงส์ที่ดูสวยกว่ากัน..! ในบริเวณนั้นยังมีเรือสำราญลำมหึมา ตอนแรกกระผม/อาตมภาพคิดว่าเป็นบ้านหรือว่าโรงแรม พอเดินเข้าไปใกล้ถึงได้รู้ว่าเป็นเรือ น่าจะบรรจุคนได้เป็นพันเลยทีเดียว พวกเราจึงฉวยโอกาสถ่ายรูปเอาไว้ด้วย

    หลังจากนั้นก็ถ่ายรูปต้นไม้เปลี่ยนสี และบรรดาต้นไม้ดอกไม้ในบริเวณนั้น แล้วก็เจอต้นไม้หายาก คือ "ต้นมานูก้า" ซึ่งเป็นต้นไม้ที่นักเลี้ยงผึ้งแถวนิวซีแลนด์นี้นิยมเป็นอย่างมาก เนื่องเพราะว่าน้ำผึ้งจากดอกมานูก้านั้น นอกจากเต็มไปด้วยคุณค่าอาหารสารพัดแล้ว ยังมีรสชาติที่ดีมากอีกด้วย ต้นมานูก้าที่นี่มีสีขาวมากที่สุด สีชมพูรองลงไป ส่วนสีแดงชมพูนั้นมีอยู่แค่ต้นเดียวเท่านั้น เมื่อพวกเราถ่ายรูปกันจนครบถ้วนแล้ว ก็เดินทางกันต่อไป
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    การเดินทางในนิวซีแลนด์หน้านี้ถือว่าเป็นการชมวิวไปในตัว เพราะว่าต้นไม้กำลังเปลี่ยนสี มองไปทางไหนก็ตื่นตาตื่นใจไปหมด พวกเราวิ่งมาแค่ไม่ถึง ๙๐๐ เมตร ก็ถึงบริเวณที่เรียกว่า สวนสาธารณะ Government Garden ซึ่งน่าจะเป็นสถานที่เก่าแก่ประมาณว่าปราสาท หรือไม่ก็ที่พักของบุคคลสำคัญในสมัยก่อน

    ลักษณะสถานที่นั้นถ้าจะเปรียบกับเมืองไทย ก็น่าจะประมาณ "วังพญาไท" แถวราชวิถี เพราะว่าอาคารต่าง ๆ คล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก แถมยังมีลักษณะบางหลังคล้ายคลึงกับ "พระตำหนักชาลีมงคลอาสน์" ที่ "พระราชวังสนามจันทร์" จังหวัดนครปฐมอีกต่างหาก และที่น่าทึ่งก็คือมีอนุสาวรีย์ผู้ปกครอง ซึ่งลักษณะคล้ายคลึงกับในหลวงรัชกาลที่ ๕ ของเราเป็นที่สุด เพียงแต่ว่ารายนี้ผอมกว่าเล็กน้อยเท่านั้น..!

    พวกเราเดินถ่ายรูปจนกระทั่งไปสุดทาง เมื่อวนออกมาก็เห็นรถของพวกเราวิ่งตามมา โดยที่ "ตากล้องเอ๋" (นายสุรชาติ บุญเจริญ) ซึ่งขับรถคันที่กระผม/อาตมภาพนั่ง บอกว่าที่จอดรถแถวนี้ให้จอดได้แค่ ๑๕ นาทีเท่านั้น เมื่อเห็นพวกเราเดินเข้าไปจนสุดทาง ก็เลยต้องเอารถออกจากที่จอดแล้วขับตามมารับ

    เมื่อวนออกจากสวนสาธารณะ Government Garden ไปไม่กี่นาที ก็มาถึงสวนสาธารณะ Kuirau Park ซึ่งเป็นบ่อโคลนเดือดและบ่อน้ำพุร้อน เดือดควันโขมงอยู่ ๔ - ๕ แห่ง สถานที่นี้ก็เป็นสวนสาธารณะ ด้านในนั้นวิวสวยมาก แต่คนส่วนมากที่มานั้นก็คือมาแช่น้ำพุร้อน และมาทำสปากัน พวกเราจึงมาแช่น้ำพุร้อนกันแค่เท้าเท่านั้น โดยมีฝรั่งนายหนึ่งไม่เกรงใจใคร นุ่งกางเกงในตัวเดียวลงไปแช่ทั้งตัว ทำเอาคนไทยอย่างพวกเราต้องไปนั่งกระจุกกันอยู่ท้ายบ่อ เพราะเกรงว่าเท้าจะไปอยู่ใกล้ศีรษะของพ่อเจ้าประคุณ..!

    เมื่อแช่กันจนเป็นที่พอใจแล้ว ก็เดินหามุมถ่ายรูปกัน ในนี้มีต้นเมเปิ้ลต้นหนึ่งซึ่งแดงอร่ามตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าเป็นอย่างยิ่ง ทำให้พวกเราทั้งหมดนั้น ไม่ว่าใครก็ต้องมาถ่ายรูปที่หน้าต้นไม้ต้นนี้ ออกจากบ่อน้ำพุร้อนแล้ว พวกเราก็วนดูใบไม้เปลี่ยนสีในเมือง มาจนถึง "ถนน Ranolf" ซึ่งมีต้นเมเปิ้ลสารพัดสี ไม่ว่าจะแดงสด เหลืองอร่าม หรือว่าเขียวขจี ตลอดจนกระทั่งแดงปนเหลือง เขียวปนเหลืองเต็มไปหมด ต่างคนต่างหามุมถ่ายรูปที่ตนเองชอบ ถ่ายมุมนี้ว่าสวยแล้ว ขยับไปอีกหน่อยเจอมุมที่สวยกว่านั้นอีก..!

    กระผม/อาตมภาพกำลังถ่ายรูปอยู่ก็มีพ่อฝรั่งสามคน ไม่มั่นใจว่าเป็นชนชาติไหน เพราะว่าผมดำตาดำ อ้อมรถมาถึงก็ยกมือไหว้อย่างงาม กระผม/อาตมภาพจึงอวยพรไปว่า "Buddha bless you" แล้วหลังจากนั้นก็ยังมีมาติดตามกระผม/อาตมภาพเพื่อถ่ายคลิปอีกต่างหาก คาดว่าเขารู้จักพระในพระพุทธศาสนา และจะถ่ายไปเพื่ออวดเพื่อนฝูงของตนเอง
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    เมื่อพวกเราออกจากถนน Ranolf แล้วก็วิ่งตรงไปยังเมืองเคมบริดจ์ เพื่อที่จะหาอาหารกลางวันกินกันที่นั่น วิ่งไปถึงสถานที่นั้นก็เป็นเวลา ๑๑ โมงเศษ พวกเราเข้าไปในร้านอาหาร Hong Kong Date ก็คือนัดกันที่ฮ่องกง น่าจะเป็นร้านอาหารจีน เจ้าของร้านผู้หญิงพูดภาษาอังกฤษคล่องปรื๋อ กิริยามารยาทออกไปทางฝรั่งล้วน ๆ ส่วนคุณสามีทำอาหารอยู่ทางด้านใน

    ชามแรกที่ส่งมาก็คือเกี๊ยว ตามมาด้วยหมี่ผัด หมูกรอบ แล้วก็หมูแดง สิ่งอื่น ๆ ที่ทยอยตามมาตั้งลงตรงหน้าให้กระผม/อาตมภาพจัดการตักออกมาก่อน แล้วสิ่งที่เหลือเชื่อก็คือสั่งมาทั้งหมด ๘ อย่าง อร่อยทุกอย่าง และอร่อยในระดับ "เชลล์ชวนชิม" เสียด้วย จนกระทั่งต้องสั่งหมูแดงและหมูกรอบเพิ่มเติมมา เพราะว่าบรรดาสุภาพบุรุษบอกว่ายังไม่พอ เมื่ออิ่มแล้ว พวกเราจ่ายสตางค์ไป ปรากฏว่าอยู่ที่ ๓๒๕ เหรียญ ถ้าหากว่าตีเป็นเงินไทยก็ราว ๖,๕๐๐ บาท โคตรที่จะคุ้มเลย เพราะว่ากินกัน ๑๑ คน ชนิดพุงกาง ก็น่าจะอยู่ที่คนละประมาณ ๖๐๐ บาทเท่านั้น..!

    พวกเราออกมาข้างนอกก็เจอปัญหา เพราะว่ารถยนต์อีกคันหนึ่งสตาร์ทไม่ติด ต้องเอาคันที่กระผม/อาตมภาพนั่งอยู่ ไปจัดการพ่วงแบตเตอรี่ ซึ่งการพ่วงนั้นก็โชคดีเหลือเกิน ที่ "ตากล้องเอ๋" เดินเข้าไปในร้านขายอะไหล่ใกล้ ๆ แล้วก็ไปเจอสายพ่วงชุดสุดท้ายอยู่ในนั้น ราคาอยู่ที่ ๔๐ เหรียญ

    เมื่อ "เถ้าแก่จิ๊บ" (นายอรรถสิทธิ์ พึ่งอุตสาหะ) ถามว่า "จะเอาหรือ ? ๘๐๐ บาทเชียวนะ..!" ตากล่องเอ๋พยักหน้าแบบไม่ลังเล บอกว่า "ราคาที่บ้านเราก็ตั้ง ๔๐๐ - ๕๐๐ บาทแล้ว ที่นี่ ๘๐๐ บาทถือว่าถูกมาก" เมื่อเอามาพ่วง สตาร์ททีเดียวก็ติด สันนิษฐานว่าน่าจะมีใครเผลอเปิดอะไรในรถไว้จนแบตเตอรี่หมด..!

    พวกเราวิ่งตรงไปยังอีกเมือง Waikato เพื่อที่จะเข้าไปชมถ้ำหนอนเรืองแสง โดยที่ผ่านทุ่งนาป่าเขา ตลอดจนกระทั่งบรรดาฝูงแกะฝูงวัวเต็มไปหมด แม้ว่าทิวทัศน์จะสวยงามก็จริง แต่บางช่วงไม่มีคลื่นโทรศัพท์เลย จึงทำให้ "เสบียงบุญ" ของกระผม/อาตมภาพหลุดแล้วหลุดอีก สรุปว่าวันนี้สร้างความดีไปเท่าไรก็ไม่เหลือเอาไว้เลย ในเรื่องพวกนี้ต้องยืนยันว่าคลื่นอินเตอร์เน็ตบ้านเรานั้นเจ๋งที่สุด..!

    พวกเราไปถึงบริเวณหน้าถ้ำซึ่งชื่อว่า ถ้ำ Waitomo Glowworm Caves เป็นเวลาก่อนที่จะถึงคิวของเราถึง ๑ ชั่วโมง จึงไปเดินดูสินค้าที่ระลึกต่าง ๆ กันก่อน แล้วก็เข้าห้องน้ำห้องส้วม จนก่อนถึงเวลาประมาณ ๑๕ นาที ก็ไปเข้าคิวรอ ปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวชาวจีนอีกคณะหนึ่ง ซึ่งต้องร่วมคิวกับเรา เพราะว่าใช้เรือลำเดียวกัน

    เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่นแนะนำพวกเราว่า ให้ก้มลงให้มากที่สุด เพราะว่าทางเข้าถ้ำเตี้ยมาก แล้วก็อย่าไปลูบคลำจับหิน หรือว่าฝาผนังแถวนั้น เพราะว่าท่านอาจจะบี้หนอนตายโดยไม่รู้ตัว..! และที่สำคัญก็คือห้ามถ่ายรูป แล้วก็นำพาพวกเราเข้าไป นอกจากจะก้ม ๆ เงย ๆ มุดไปตามถ้ำที่เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยแล้ว ยังมีการขึ้นบันได ลงบันไดเตี้ย ๆ อีกต่างหาก
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    จนกระทั่งมาถึงบริเวณห้องโถงใหญ่ ก็เรียกพวกเรามารวมตัวกัน บรรยายถึงที่มาที่ไปของบรรดาหินงอกหินย้อย แล้วก็มีการจินตนาการด้วยว่าหินงอกนี้หน้าตาเป็นอย่างไร เหมือนอย่างกับคนจูงลูกแต่อุ้มหมาอะไรประมาณนั้น แถมยังถามว่าวันนี้เป็นวันเกิดของใครบ้าง ปรากฏว่ามีฝรั่งสาวคนหนึ่ง ซึ่งติดคณะมาด้วย ชื่อว่า "เอ็มม่า" มีการปรบมือร้องเพลง Happy Birthday ให้อีกต่างหาก

    พวกเราวิเคราะห์กันว่าที่พี่แกจะต้องมาพาพวกเราวนอยู่ตรงนี้ ก็เพราะว่าต้องรอเรือที่จะวนกลับมารับพวกเรานั่นเอง จนท้ายสุด เขาก็พาเข้าไปในถ้ำมืดตึ๊ดตื๋อ มองอะไรไม่เห็น อธิบายให้ฟังว่าหนอน Glowworm พวกนี้นั้นมีวิธีการหากินในที่มืด ด้วยการปล่อยใยที่เป็นของเหลวเหนียว ๆ ยืดออกมา จนกระทั่งห้อยระโยงระยางเต็มไปหมด ถ้าหากว่าแมลงเคราะห์ร้ายตัวไหนบินมาชน ก็จะติดอยู่ แล้วเจ้าของใยก็จะสาวขึ้นไปกินเป็นอาหาร..!

    จากนั้นก็เปิดไฟให้เราได้ดูในจุดเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีแต่ใยใส ๆ เต็มไปหมด ทำเอาทุกคนร้องโอ้โฮไปตาม ๆ กัน กระผม/อาตมภาพฉวยโอกาสกดรูปมาอย่างรวดเร็ว แต่น่าเสียดายว่าบรรดาหนอนในที่นี้นั้นแสงไม่พอ และเราก็ไม่สามารถที่จะโฟกัสได้ นอกจากกดเอา ๆ เพราะเกรงว่าพ่อเจ้าประคุณจะเห็น ก็เลยได้แต่อะไรมืด ๆ มาก็ไม่รู้ ?!

    เมื่อจบจากตรงนี้แล้ว เขาก็พาพวกเราแยกขึ้นบันไดอีกแห่งหนึ่ง ไปลงเรือซึ่งหุ้มด้วยเหล็กตีนเป็ด ทาสีเงินเป็นอย่างดี จนดูเหมือนสเตนเลสลายตีนเป็ดอย่างไรอย่างนั้น เมื่อเสร็จเรียบร้อย พ่อเจ้าประคุณก็ยังการล้อเล่นว่า "Bye Bye" คือปล่อยให้พวกเราไปกันเองประมาณนั้น..!

    เมื่อเห็นส่วนใหญ่ทำหน้าเหวอ พี่แกก็หัวเราะ กลับมายืนที่หัวเรือ แล้วก็สาวสายเชือกที่เป็นสลิงฝังเอาไว้ตามผนังถ้ำ พาพวกเราเข้าไปทางด้านใน คาดว่าข้างหน้าน่าจะมีชุดคนจีนอีกชุดหนึ่ง เพราะมีเสียงเอะอะโล้งเล้งมา ทั้งที่พ่อเจ้าประคุณมัคคุเทศก์ห้ามใช้เสียงอยู่แล้ว..!

    พวกเราตื่นตาตื่นใจกันมาก เพราะว่าบนเพดานมืดมิดนั้น เหมือนอย่างกับมีทางช้างเผือกพาดอยู่ เต็มไปด้วยหมู่หนอนเรืองแสงระยิบระยับเต็มไปหมด เสียดายที่ว่าถ่ายรูปไม่ได้ เพราะว่าในที่มืดแบบนี้ ถ้าเปิดโทรศัพท์เมื่อไรก็จะกลายเป็นจุดเด่นทันที กระผม/อาตมภาพจึงต้องไปโหลดรูปในอินเตอร์เน็ตมาใช้งานแทน..!

    เมื่อพวกเราดูจนพอใจ บรรดาผู้ที่เคยมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น "คุณนายปุ๊ก" (นางสาวพิกุลฉัตร พิจารณ์จิตร) ก็ดี บรรดาเอาเสี่ยหรือเถ้าแก่ต่าง ๆ ก็ตาม ยืนยันว่าถ้ำหนอนเรือแสงที่เกาะใต้นั้น มีหนอนน้อยกว่านี้มาก มาในวันนี้ถือว่าคุ้มค่าสุด ๆ..!

    พวกเราเลาะตามถ้ำไป จนกระทั่งเริ่มมีแสงสว่างเข้ามา แปลว่าสุดทางแล้ว พ่อเจ้าประคุณมัคคุเทศก์ท้องถิ่นก็ปล่อยพวกเราขึ้นเรือทีละคน จนกระทั่งครบถ้วน ก็มีการบอกด้วยว่า "สวัสดีครับ" แสดงว่าคนไทยมากันมากทีเดียว..!
     
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,293
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,107
    ค่าพลัง:
    +26,912
    พวกเราถ่ายรูปหมู่กันที่หน้าถ้ำแล้วก็ออกมาทางด้านนอก ตอนแรกว่าจะเข้าห้องน้ำก่อน แต่ปรากฏว่าทางออกนั้นอยู่คนละชั้นกับห้องน้ำ แต่ก็ต้องผ่านออกมาทางร้านขายของที่ระลึกจนได้

    เมื่อพวกเราขึ้นรถก็โล่งใจ เพราะรถทั้งสองคันสตาร์ทติดได้แบบไม่มีปัญหา วิ่งตามกันไปในป่าในเขา ซึ่งเป็นคนละเส้นทางกับที่เรามา เพื่อย้อนกลับไปยังเมืองโอ๊คแลนด์ เนื่องจากว่าพรุ่งนี้ต้องนั่งเครื่องบินไปลงที่เมืองไครสต์เชิร์ชของเกาะใต้ พวกเราผ่านจุดที่บอดคลื่นอินเตอร์เน็ตหลายต่อหลายจุดด้วยกัน จึงไม่ต้องสงสัยว่า "เสบียงบุญ" ของกระผม/อาตมภาพจะเหลืออะไรบ้าง ?!

    จนกระทั่งมีคนที่ปวดท้องสุดชีวิต อั้นไม่อยู่แล้ว ต้องแวะเข้าไปที่ปั๊มแก๊สแห่งหนึ่ง แต่พวกเราต้องเข้าใจว่า คำว่า Gas ของภาษาอังกฤษนั้นแปลว่าเชื้อเพลิง ไม่ได้หมายถึงแก๊สแอลพีจีแบบเดียวกับบ้านเรา แต่ขอโทษ..ที่นี่เป็นประเทศนิวซีแลนด์ ไม่ใช่สถานีบริการน้ำมันประเทศไทย ก็เลยไม่มีห้องน้ำให้..!

    พวกเราต้องกัดฟันทนวิ่งต่อไปจนกระทั่งถึงจุดพักรถแห่งหนึ่ง แต่ก็ไม่มีห้องน้ำอีกเช่นกัน ต้องอาศัยใบบุญของ "น้องข้าวหอม" (นักศึกษาแพทย์ณภัทร ควรดำรงธรรม) ซึ่งกินอาหารเย็น จึงแวะเข้าไปซื้อซูชิและข้าวปั้นจากร้านอาหารแห่งหนึ่ง แล้วก็อาศัยสิทธิ์ของลูกค้าให้พวกเราไปเข้าห้องน้ำ กระผม/อาตมภาพแม้ว่าจะไม่ปวดมาก สามารถรอจนถึงโรงแรมก็ได้ แต่เป็นบุคคลที่ไม่ประมาท เมื่อมีห้องน้ำให้เข้าก็เข้าเสียก่อน

    เมื่อกลับมาขึ้นรถ วิ่งฝ่าความมืดกันไป จนกระทั่งมาถึงเมืองโอ๊คแลนด์ เข้ามาถึง "โรงแรม JetPark Auckland Airport Hotel" เวลา ๑ ทุ่มตรงของนิวซีแลนด์พอดี เมื่อได้ห้องพักแล้ว กระผม/อาตมภาพก็รีบสรงน้ำ จากนั้นก็รีบมาบันทึกเสียงให้กับทุกท่านอยู่ในขณะนี้

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันจันทร์ที่ ๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...