ระดมสมองนักวิทย์โลกถกโลกร้อน!เกษตรกรไทยเสียหายยับ

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย NoOTa, 28 เมษายน 2007.

  1. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,125
    กระทู้เรื่องเด่น:
    349
    ค่าพลัง:
    +64,494
    <TABLE cellSpacing=5 cellPadding=0 width=567 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top>ระดมสมองนักวิทย์โลกถกโลกร้อน!เกษตรกรไทยสียหายยับ</TD></TR><TR><TD vAlign=top>27 เมษายน 2550 23:38 น.</TD></TR><TR><TD class=Text_Story vAlign=top><!-- [​IMG] สหประชาชาติเตรียมรายงานฉบับที่ 3 ของไอพีซีซีออกเผยแพร่ ในเวทีประชุมโลกร้อนที่กรุงเทพฯ สัปดาห์หน้า ย้ำอุณหภูมิโลกเพิ่มแค่ 2 องศา 2,000 ล้านคนทั่วโลกต้องขาดแคลนน้ำสิ่งมีชีวิตร้อยละ 30 ต้องสูญพันธุ์


    ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมภาวะโลกร้อนปลายเดือนนี้ มีนักวิทยาศาสตร์และตัวแทนรัฐบาล 2,000 คน จาก 189 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม ศูนย์ START ระบุน้ำทะเลฝั่งอันดามันและอ่าวไทยสูงขึ้น 2-8 มิลลิเมตร ผลจากโลกร้อน
    ทุกคนต่างรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่ร้อนผิดปกติในปัจจุบัน และมีการพูดถึงเรื่องภาวะโลกร้อนกันอย่างกว้างขวาง ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 เมษายน นายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงการจัดประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) ในประเทศไทย ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 30 เมษายน-4 พฤษภาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ องค์การสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร ว่า การประชุมดังกล่าวจะมีนักวิทยาศาสตร์และผู้แทนรัฐบาลจาก 189 ประเทศทั่วโลก จำนวน 2,000 คน เข้าร่วมประชุมทางด้านวิชาการ โดยเนื้อหารายงานวิจัยจะว่าด้วยการทบทวนสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน และการคาดการณ์ในอนาคต รวมถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะสรุปผลการประชุมอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้จึงคงต้องขอสรุปจากรายงานฉบับนี้ก่อนว่าจะกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมหรือไม่ จึงจะบอกได้ว่าประเทศไทยควรจะมีท่าทีอย่างไร
    ผศ.ดร.กัณฑรีย์ บุญประกอบ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และรองประธานคณะกรรมการคณะที่ 1 ของไอพีซีซี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมของกลุ่มที่ 3 เกี่ยวกับเทคนิคและเทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของสภาวะโลกร้อน โดยแต่ละประเทศอ่านรายงานสรุปให้ผู้บริหาร เพื่อพิจารณาว่าจะยอมรับรายงานชิ้นดังกล่าวหรือไม่ ในส่วนของประเทศไทย ทางสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) ทส. เป็นผู้เสนอรายงาน
    "การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมปิด ซึ่งจะนำเสนอเนื้อหาด้านเทคนิคและวิชาการ เกี่ยวกับการลดก๊าซเรือนกระจก โดยให้แต่ละประเทศอ่านรายงานสรุปให้ผู้บริหารเพื่อลงมติยอมรับ เมื่อประชุมเสร็จสิ้นแล้ว คงมีรายงานสรุปว่า บทความชิ้นใดบ้างที่ได้รับการยอมรับ" ผศ.ดร.กัณฑรีย์ กล่าว
    วันเดียวกัน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในเวที "สื่อไทยเท่าทันภาวะโลกร้อน" ว่า ปัจจุบันอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลสูงขึ้น จากการสำรวจที่ผ่านมา พบว่า ระดับน้ำทะเลในทะเลอันดามัน สูงประมาณ 7-8 มิลลิเมตร ขณะที่ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทย สูงประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ซึ่งการเพิ่มขึ้นดังกล่าวตามหลักทฤษฎีเกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อน อย่างไรก็ตาม จะทำการตรวจวัดระดับน้ำทะเลทั้งสองบริเวณอีกครั้ง โดยใช้เครื่องตรวจวัดการเคลื่อนตัวในแนวดิ่งของพื้นโลก เพื่อศึกษาว่าแผ่นดินที่ตรวจเกิดการทรุดตัวหรือไม่ คาดว่าภายใน 1 ปีจะสามารถยืนยันความถูกต้องของระดับน้ำทะเลได้
    ดร.อานนท์ กล่าวถึงการเกิดฝนลูกเห็บในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างของประเทศว่า คนเข้าใจว่าอาจมีส่วนสัมพันธ์กับภาวะโลกร้อน หากพิจารณาแล้วก็อาจเกี่ยวข้อง เพราะฝนลูกเห็บเกิดจากพายุฤดูร้อนซึ่งเกิดจากมวลอากาศร้อน ที่มีความชื้นและลอยสูงขึ้นไปปะทะกับมวลอากาศเย็น จนเกิดปฏิกิริยากลายเป็นน้ำแข็งตกลงมาเป็นลูกเห็บ ปรากฏการณ์ดังกล่าวหากเกิดถี่ในแต่ละปีก็อาจมีส่วนสัมพันธ์กับภาวะโลกร้อน แต่จำเป็นต้องศึกษาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี จึงจะสรุปได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีสิทธิเกิดฝนลูกเห็บได้เช่นกัน เพราะช่วงนี้พายุฤดูร้อนเข้ามาภาคกลาง ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนอง ซึ่งเรื่องนี้พยากรณ์ยากมาก ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ แต่ภูมิปัญญาชาวบ้านจะสังเกตโดยดูว่า ช่วงไหนที่อากาศร้อนอบอ้าวมากๆ รู้สึกว่าตัวเหนียวเหนอะหนะ
    วันเดียวกัน นายมาร์ติน ฮิลเลอร์ เจ้าหน้าที่โครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ของกองทุนสัตว์ป่าโลก (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) แถลงว่า ไอพีซีซีที่กรุงเทพฯ พร้อมกับเตรียมนำร่างรายงานฉบับที่ 3 ของไอพีซีซีออกเผยแพร่ระหว่างจัดการประชุมด้วย ซึ่งรายงานฉบับนี้จะส่งสัญญาณชัดเจนไปยังรัฐบาลทั่วโลกว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภัยโลกร้อน สามารถแก้ไขได้หากทุกฝ่ายจริงจังที่จะดำเนินการ และการดำเนินการนี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก หากใช้ระบบซื้อขายโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบที่ใช้ในยุโรป พร้อมกับย้ำว่า โลกสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ หากหลีกเลี่ยงการใช้เชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมาก อย่างถ่านหิน แล้วหันมาใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการตัดไม้ทำลายป่า
    ก่อนหน้านี้ รายงาน 2 ฉบับแรกของไอพีซีซี ระบุว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไม่มีขีดจำกัด อาจทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นถึง 6 องศาเซลเซียส ภายในปี 2643 และหากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นแม้เพียง 2 องศาเซลเซียส ก็อาจส่งผลกระทบทำให้ผู้คนทั่วโลกถึง 2,000 ล้านคน ที่ต้องประสบภาวะขาดแคลนน้ำภายในปี 2593 จนอาจทำให้สิ่งมีชีวิตร้อยละ 20-30 สูญพันธุ์ พร้อมเรียกร้องให้ประเทศที่ปล่อยก๊าซรายใหญ่ อย่างสหรัฐ จีน และอินเดีย ลงนามและปฏิบัติตามข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต ที่กำหนดขึ้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก
    ทั้งนี้ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลของไอพีซีซี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2531 เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพบรรยากาศโลก ซึ่งประกอบด้วย นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านชั้นบรรยากาศ นักสมุทรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำแข็ง นักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ นักชีววิทยา และผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิจากประเทศต่างๆ ซึ่งในการประชุมที่กรุงเทพฯ ในสัปดาห์หน้านี้ ไอพีซีซีจะเปิดเผยรายงานการสอบสวนการเปลี่ยนแปลงสภาพบรรยากาศโลกชิ้นใหญ่ที่สุดของทางกลุ่ม หลังจากที่สอบสวนมานานถึง 6 ปีด้วย
    บรรดาสมาชิกที่ร่วมจัดทำรายงานประเมินว่า รายงานฉบับนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมืองและสังคมทั่วโลก ขณะที่ นายแอนดี เพียซ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประชาคมโลกเริ่มเห็นว่า สภาพภูมิอากาศที่ไม่แน่นอนนั้นเป็นเป็นภัยที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วนและจริงจัง เนื่องจากเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทุกชีวิต และทุกคนต้องร่วมมือแก้ปัญหานี้ด้วยกัน ซึ่งทางอังกฤษจะส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วมการประชุมที่กรุงเทพฯ ด้วย
    นายประจญ ปรัชญ์สกุล ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จากสภาพความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนที่แผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่บริเวณภาคเหนือตอนบนมีอากาศร้อนอบอ้าว ซึ่งส่งผลให้เกิดพายุฤดูร้อนขึ้นได้ในหลายพื้นที่ จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อคืนวันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา มีลมกระโชกแรงและมีฝนตกในพื้นที่ อ.เมือง อ.แม่ริม และ อ.เชียงดาว
    นายชนะชัย เศรษฐพัฒน์ นายอำเภอเชียงดาว กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดจากลมกระโชกแรงเมื่อคืนที่ผ่านมามีไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ทางอำเภอได้ตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสามารถเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านได้ทันท่วงทีหากมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น
    อุตุนิยมวิทยาจังหวัดกาฬสินธุ์ คาดการณ์ว่า ในอีก 1 เดือนข้างหน้า จ.กาฬสินธุ์ จะเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ เนื่องจากไม่มีฝนตกในพื้นที่ อีกทั้งในเกณฑ์เฉลี่ยของสภาพอากาศ มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 38 องศาเซลเซียส ประชาชนควรเตรียมตัวรับมือกับปัญหาภัยแล้งไว้ด้วย
    นายวิชัย แซ่อั้ง พนักงานเดินเครื่อง โรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนอุบลรัตน์ กล่าวว่า น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณ 1,226.16 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากความจุเต็มที่ 2,226.63 ล้าน ลบ.ม. แต่ยังคงปล่อยน้ำตามปกติวันละ 4.2 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน โดยจังหวัดขอนแก่นและชลประทานหนองหวายยังไม่มีแผนในการหยุดปล่อยน้ำแต่อย่างใด เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นที่เขตชลประทาน
    นางกัญญา เตโซ ชาวสวนลิ้นจี่ ใน จ.นครพนม กล่าวว่า อากาศร้อนทำให้ชาวสวนต่างได้รับความเดือดร้อน เพราะผลลิ้นจี่ไม่สุกตรงตามฤดูกาล ปกติลิ้นจี่จะสุกและนำออกขายได้ในช่วงปลายเดือนเมษายน แต่ปีนี้ลิ้นจี่ยังไม่สุกเต็มที่ จึงทำให้ขาดรายได้ ขณะที่กลุ่มผู้เลี้ยงโคนมบ้านโนนสวรรค์ หมู่ 8 ต.พังขว้าง อ.เมือง จ.สกลนคร ที่ผลิตน้ำนมดิบส่งเข้าโรงนมภูพาน ต้องประสบปัญหาวัวนมที่เลี้ยงผลิตน้ำนมได้น้อยลง นายธีระ บัวทะราช เกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงโคนม กล่าวว่า เลี้ยงวัวนม 30 ตัว ปกติวัวแต่ละตัวจะรีดน้ำนมได้วันละ 15-20 กิโลกรัม แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาพอากาศร้อนอบอ้าว ทำให้วัวให้น้ำนมได้น้อยลง เหลือตัวละ 8-11 กิโลกรัมเท่านั้น
    เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 เมษายน ได้เกิดพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำในหลายพื้นที่ของ จ.พิษณุโลก สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนราษฎรหลายจุด บริเวณหลัก กม.ที่ 41 ถนนสายพิษณุโลก-อุตรดิตถ์ ต.ดงประคำ อ.พรหมพิราม พายุได้พัดต้นไม้ล้มกีดขวางเส้นทางถนน 4 เลน เจ้าหน้าที่แขวงการทางพิษณุโลกจึงนำเลื่อยยนต์มาตัดกิ่งไม้ออกจากเส้นทาง นายธนภัทร พงษ์ภมร ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ กล่าวว่า จากสภาพอากาศที่ร้อนจัดกว่า 40 องศาเซลเซียส ส่งผลให้สัตว์ภายในสวนสัตว์เกิดอาการเครียด ทางสวนสัตว์เชียงใหม่จึงใช้สเปรย์น้ำพ่นเพิ่มความชุ่มชื้น อีกทั้งมีการนำกระสอบชุบน้ำมาไว้ในคอกสัตว์ พร้อมทำร่มเงาเพิ่มให้สัตว์ที่ต้องอยู่กลางแจ้ง และมีการแจกจ่ายนำแข็งให้ลิงชิมแปนซีเพื่อคลายร้อนอีกด้วย

    -->
    สหประชาชาติเตรียมรายงานฉบับที่ 3 ของไอพีซีซีออกเผยแพร่ ในเวทีประชุมโลกร้อนที่กรุงเทพฯ สัปดาห์หน้า ย้ำอุณหภูมิโลกเพิ่มแค่ 2 องศา 2,000 ล้านคนทั่วโลกต้องขาดแคลนน้ำสิ่งมีชีวิตร้อยละ 30 ต้องสูญพันธุ์
    ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมภาวะโลกร้อนปลายเดือนนี้ มีนักวิทยาศาสตร์และตัวแทนรัฐบาล 2,000 คน จาก 189 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม ศูนย์ START ระบุน้ำทะเลฝั่งอันดามันและอ่าวไทยสูงขึ้น 2-8 มิลลิเมตร ผลจากโลกร้อน
    ทุกคนต่างรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่ร้อนผิดปกติในปัจจุบัน และมีการพูดถึงเรื่องภาวะโลกร้อนกันอย่างกว้างขวาง ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 เมษายน นายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวถึงการจัดประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) ในประเทศไทย ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 30 เมษายน-4 พฤษภาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ องค์การสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร ว่า การประชุมดังกล่าวจะมีนักวิทยาศาสตร์และผู้แทนรัฐบาลจาก 189 ประเทศทั่วโลก จำนวน 2,000 คน เข้าร่วมประชุมทางด้านวิชาการ โดยเนื้อหารายงานวิจัยจะว่าด้วยการทบทวนสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน และการคาดการณ์ในอนาคต รวมถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะสรุปผลการประชุมอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้จึงคงต้องขอสรุปจากรายงานฉบับนี้ก่อนว่าจะกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมหรือไม่ จึงจะบอกได้ว่าประเทศไทยควรจะมีท่าทีอย่างไร
    ผศ.ดร.กัณฑรีย์ บุญประกอบ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และรองประธานคณะกรรมการคณะที่ 1 ของไอพีซีซี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมของกลุ่มที่ 3 เกี่ยวกับเทคนิคและเทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจก สาเหตุของสภาวะโลกร้อน โดยแต่ละประเทศอ่านรายงานสรุปให้ผู้บริหาร เพื่อพิจารณาว่าจะยอมรับรายงานชิ้นดังกล่าวหรือไม่ ในส่วนของประเทศไทย ทางสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) ทส. เป็นผู้เสนอรายงาน
    "การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมปิด ซึ่งจะนำเสนอเนื้อหาด้านเทคนิคและวิชาการ เกี่ยวกับการลดก๊าซเรือนกระจก โดยให้แต่ละประเทศอ่านรายงานสรุปให้ผู้บริหารเพื่อลงมติยอมรับ เมื่อประชุมเสร็จสิ้นแล้ว คงมีรายงานสรุปว่า บทความชิ้นใดบ้างที่ได้รับการยอมรับ" ผศ.ดร.กัณฑรีย์ กล่าว
    วันเดียวกัน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในเวที "สื่อไทยเท่าทันภาวะโลกร้อน" ว่า ปัจจุบันอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลสูงขึ้น จากการสำรวจที่ผ่านมา พบว่า ระดับน้ำทะเลในทะเลอันดามัน สูงประมาณ 7-8 มิลลิเมตร ขณะที่ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทย สูงประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ซึ่งการเพิ่มขึ้นดังกล่าวตามหลักทฤษฎีเกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อน อย่างไรก็ตาม จะทำการตรวจวัดระดับน้ำทะเลทั้งสองบริเวณอีกครั้ง โดยใช้เครื่องตรวจวัดการเคลื่อนตัวในแนวดิ่งของพื้นโลก เพื่อศึกษาว่าแผ่นดินที่ตรวจเกิดการทรุดตัวหรือไม่ คาดว่าภายใน 1 ปีจะสามารถยืนยันความถูกต้องของระดับน้ำทะเลได้
    ดร.อานนท์ กล่าวถึงการเกิดฝนลูกเห็บในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างของประเทศว่า คนเข้าใจว่าอาจมีส่วนสัมพันธ์กับภาวะโลกร้อน หากพิจารณาแล้วก็อาจเกี่ยวข้อง เพราะฝนลูกเห็บเกิดจากพายุฤดูร้อนซึ่งเกิดจากมวลอากาศร้อน ที่มีความชื้นและลอยสูงขึ้นไปปะทะกับมวลอากาศเย็น จนเกิดปฏิกิริยากลายเป็นน้ำแข็งตกลงมาเป็นลูกเห็บ ปรากฏการณ์ดังกล่าวหากเกิดถี่ในแต่ละปีก็อาจมีส่วนสัมพันธ์กับภาวะโลกร้อน แต่จำเป็นต้องศึกษาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี จึงจะสรุปได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีสิทธิเกิดฝนลูกเห็บได้เช่นกัน เพราะช่วงนี้พายุฤดูร้อนเข้ามาภาคกลาง ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนอง ซึ่งเรื่องนี้พยากรณ์ยากมาก ไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ แต่ภูมิปัญญาชาวบ้านจะสังเกตโดยดูว่า ช่วงไหนที่อากาศร้อนอบอ้าวมากๆ รู้สึกว่าตัวเหนียวเหนอะหนะ
    วันเดียวกัน นายมาร์ติน ฮิลเลอร์ เจ้าหน้าที่โครงการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ของกองทุนสัตว์ป่าโลก (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) แถลงว่า ไอพีซีซีที่กรุงเทพฯ พร้อมกับเตรียมนำร่างรายงานฉบับที่ 3 ของไอพีซีซีออกเผยแพร่ระหว่างจัดการประชุมด้วย ซึ่งรายงานฉบับนี้จะส่งสัญญาณชัดเจนไปยังรัฐบาลทั่วโลกว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือภัยโลกร้อน สามารถแก้ไขได้หากทุกฝ่ายจริงจังที่จะดำเนินการ และการดำเนินการนี้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก หากใช้ระบบซื้อขายโควตาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบที่ใช้ในยุโรป พร้อมกับย้ำว่า โลกสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ หากหลีกเลี่ยงการใช้เชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมาก อย่างถ่านหิน แล้วหันมาใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการตัดไม้ทำลายป่า
    ก่อนหน้านี้ รายงาน 2 ฉบับแรกของไอพีซีซี ระบุว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไม่มีขีดจำกัด อาจทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นถึง 6 องศาเซลเซียส ภายในปี 2643 และหากอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นแม้เพียง 2 องศาเซลเซียส ก็อาจส่งผลกระทบทำให้ผู้คนทั่วโลกถึง 2,000 ล้านคน ที่ต้องประสบภาวะขาดแคลนน้ำภายในปี 2593 จนอาจทำให้สิ่งมีชีวิตร้อยละ 20-30 สูญพันธุ์ พร้อมเรียกร้องให้ประเทศที่ปล่อยก๊าซรายใหญ่ อย่างสหรัฐ จีน และอินเดีย ลงนามและปฏิบัติตามข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต ที่กำหนดขึ้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก
    ทั้งนี้ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลของไอพีซีซี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2531 เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพบรรยากาศโลก ซึ่งประกอบด้วย นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านชั้นบรรยากาศ นักสมุทรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำแข็ง นักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ นักชีววิทยา และผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิจากประเทศต่างๆ ซึ่งในการประชุมที่กรุงเทพฯ ในสัปดาห์หน้านี้ ไอพีซีซีจะเปิดเผยรายงานการสอบสวนการเปลี่ยนแปลงสภาพบรรยากาศโลกชิ้นใหญ่ที่สุดของทางกลุ่ม หลังจากที่สอบสวนมานานถึง 6 ปีด้วย
    บรรดาสมาชิกที่ร่วมจัดทำรายงานประเมินว่า รายงานฉบับนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมืองและสังคมทั่วโลก ขณะที่ นายแอนดี เพียซ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวว่า ประชาคมโลกเริ่มเห็นว่า สภาพภูมิอากาศที่ไม่แน่นอนนั้นเป็นเป็นภัยที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วนและจริงจัง เนื่องจากเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทุกชีวิต และทุกคนต้องร่วมมือแก้ปัญหานี้ด้วยกัน ซึ่งทางอังกฤษจะส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้าร่วมการประชุมที่กรุงเทพฯ ด้วย
    นายประจญ ปรัชญ์สกุล ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จากสภาพความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนที่แผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ในขณะที่บริเวณภาคเหนือตอนบนมีอากาศร้อนอบอ้าว ซึ่งส่งผลให้เกิดพายุฤดูร้อนขึ้นได้ในหลายพื้นที่ จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อคืนวันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา มีลมกระโชกแรงและมีฝนตกในพื้นที่ อ.เมือง อ.แม่ริม และ อ.เชียงดาว
    นายชนะชัย เศรษฐพัฒน์ นายอำเภอเชียงดาว กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดจากลมกระโชกแรงเมื่อคืนที่ผ่านมามีไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ทางอำเภอได้ตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสามารถเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านได้ทันท่วงทีหากมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น
    อุตุนิยมวิทยาจังหวัดกาฬสินธุ์ คาดการณ์ว่า ในอีก 1 เดือนข้างหน้า จ.กาฬสินธุ์ จะเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ เนื่องจากไม่มีฝนตกในพื้นที่ อีกทั้งในเกณฑ์เฉลี่ยของสภาพอากาศ มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 38 องศาเซลเซียส ประชาชนควรเตรียมตัวรับมือกับปัญหาภัยแล้งไว้ด้วย
    นายวิชัย แซ่อั้ง พนักงานเดินเครื่อง โรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนอุบลรัตน์ กล่าวว่า น้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณ 1,226.16 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากความจุเต็มที่ 2,226.63 ล้าน ลบ.ม. แต่ยังคงปล่อยน้ำตามปกติวันละ 4.2 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน โดยจังหวัดขอนแก่นและชลประทานหนองหวายยังไม่มีแผนในการหยุดปล่อยน้ำแต่อย่างใด เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นที่เขตชลประทาน
    นางกัญญา เตโซ ชาวสวนลิ้นจี่ ใน จ.นครพนม กล่าวว่า อากาศร้อนทำให้ชาวสวนต่างได้รับความเดือดร้อน เพราะผลลิ้นจี่ไม่สุกตรงตามฤดูกาล ปกติลิ้นจี่จะสุกและนำออกขายได้ในช่วงปลายเดือนเมษายน แต่ปีนี้ลิ้นจี่ยังไม่สุกเต็มที่ จึงทำให้ขาดรายได้
    ขณะที่กลุ่มผู้เลี้ยงโคนมบ้านโนนสวรรค์ หมู่ 8 ต.พังขว้าง อ.เมือง จ.สกลนคร ที่ผลิตน้ำนมดิบส่งเข้าโรงนมภูพาน ต้องประสบปัญหาวัวนมที่เลี้ยงผลิตน้ำนมได้น้อยลง นายธีระ บัวทะราช เกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงโคนม กล่าวว่า เลี้ยงวัวนม 30 ตัว ปกติวัวแต่ละตัวจะรีดน้ำนมได้วันละ 15-20 กิโลกรัม แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาพอากาศร้อนอบอ้าว ทำให้วัวให้น้ำนมได้น้อยลง เหลือตัวละ 8-11 กิโลกรัมเท่านั้น เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 เมษายน ได้เกิดพายุฤดูร้อนพัดกระหน่ำในหลายพื้นที่ของ จ.พิษณุโลก สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนราษฎรหลายจุด บริเวณหลัก กม.ที่ 41 ถนนสายพิษณุโลก-อุตรดิตถ์ ต.ดงประคำ อ.พรหมพิราม พายุได้พัดต้นไม้ล้มกีดขวางเส้นทางถนน 4 เลน เจ้าหน้าที่แขวงการทางพิษณุโลกจึงนำเลื่อยยนต์มาตัดกิ่งไม้ออกจากเส้นทาง นายธนภัทร พงษ์ภมร ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ กล่าวว่า จากสภาพอากาศที่ร้อนจัดกว่า 40 องศาเซลเซียส ส่งผลให้สัตว์ภายในสวนสัตว์เกิดอาการเครียด ทางสวนสัตว์เชียงใหม่จึงใช้สเปรย์น้ำพ่นเพิ่มความชุ่มชื้น อีกทั้งมีการนำกระสอบชุบน้ำมาไว้ในคอกสัตว์ พร้อมทำร่มเงาเพิ่มให้สัตว์ที่ต้องอยู่กลางแจ้ง และมีการแจกจ่ายนำแข็งให้ลิงชิมแปนซีเพื่อคลายร้อนอีกด้วย
    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    ------------------
    Ref.
    http://www.komchadluek.net/2007/04/28/a001_111290.php?news_id=111290
     

แชร์หน้านี้

Loading...