เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 10 กุมภาพันธ์ 2026 at 20:03.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,860
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,021
    ค่าพลัง:
    +26,852
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,860
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,021
    ค่าพลัง:
    +26,852
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ช่วงนี้กระผม/อาตมภาพก็คงต้องรับการแสดงความยินดีจากคณะบุคคลและคณะสงฆ์ไปอีกหลายวัน แต่คราวนี้ด้วยความที่ญาติโยมส่วนหนึ่งไม่เข้าใจ ในเรื่องของตำแหน่งวิชาการหรือวิทยฐานะ กับสมณศักดิ์ของพระภิกษุสงฆ์ จึงสับสนกันไปหมด

    สมณศักดิ์เป็นสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้ ถือว่าเป็นสิ่งที่สูงค่าที่สุด ตำแหน่งวิชาการเป็นสิ่งที่บอกถึงวิทยฐานะ จึงต้องเขียนต่อท้ายไว้ แต่โดยหลักการปฏิบัติแล้ว ถึงเวลาให้อ่านตำแหน่งวิชาการ แล้วต่อด้วยสมณศักดิ์ แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วก็มักจะอ่านตามที่เขียนไว้ จึงอ่านสมณศักดิ์และต่อด้วยวิทยฐานะทหรือว่าตำแหน่งทางวิชาการ ซึ่งผิดจากหลักนิยม

    ดังนั้น..ของตัวกระผม/อาตมภาพ ถ้าหากว่าเขียนเต็ม ๆ แล้วตั้งใจจะอ่าน ก็ต้องอ่านเป็น รศ.ดร.พระครูวิลาศกาญจนธรรม ทั้ง ๆ ที่ รศ.ดร. ห้อยท้ายสมณศักดิ์อยู่ บุคคลที่ไม่ได้อยู่ในวงการจึงค่อนข้างที่จะสับสน แต่ด้วยความที่ว่าขอให้รู้ว่าเขาเรียกเราก็ใช้ได้แล้ว กระผม/อาตมภาพจึงไม่ได้ใส่ใจตรงนี้ แต่ถ้าหากว่าพวกเราเข้าใจและเรียกได้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องไปขายหน้าบุคคลที่เขารู้จริง

    เรื่องบางอย่างเราต้องมีประสบการณ์ ถึงจะทราบว่าต้องทำอย่างไร ต้องเรียกอย่างไร โดยเฉพาะบุคคลผู้ทำหน้าที่โฆษกหรือว่าพิธีกร ซึ่งโอกาสที่จะพลาดนั้นไม่มี พลาดเมื่อไรแปลว่าเสียหายเมื่อนั้น แบบเดียวกับที่จังหวัดราชบุรี พิธีกรเขานิมนต์พระครูอินทเขมา (พระ-ครู-อิน-ทะ-ขะ-เหมา) เล่นเอาพวกหัวเราะกันลั่น ความจริงก็คือพระครูอินทเขมา (พระ-ครู-อิน-ทะ-เข-มา) ก็คือมีความเกษมรื่นเริงเหมือนดั่งพระอินทร์
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,860
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,021
    ค่าพลัง:
    +26,852
    ความจริงจะว่าไปแล้ว โบราณาจารย์ท่านก็ได้กำหนดเอาไว้ ว่าแต่ละอย่างแต่ละคำนั้น ถ้าหากว่าพ้องรูปพ้องเสียงกัน จะต้องอ่านอย่างไร แต่เด็กรุ่นใหม่ ๆ ไม่ได้เรียนตรงนี้ แล้วปัจจุบันยิ่งใช้ AI อ่านเข้าไปก็หนักหนาสาหัส เพราะว่า AI อ่านได้ทุกคำ แต่อ่านตามที่ตนเองเข้าใจ เรื่องที่พูดต่อไปนี้น่าจะพอมีข้อมูลอยู่ในอินเตอร์เน็ตบ้าง ลองไปเสิร์ชหาดู

    โบราณเขากล่าวไว้ว่า

    กระบวนหนึ่งตัวเขียนไม่เปลี่ยนแปลก

    แต่อ่านแยกสองความตามวิถี

    วัดเขมา (เข-มา) โกฐเขมา (ขะ-เหมา) เพลา (เพลา) ก็มี

    ที่นี้ไปถึงป่าเพลา (เพ-ลา) เย็น

    จะเป็นคำสองคำที่เหมือนกันทุกอย่าง แต่ว่าต้องอ่านแล้วดูว่าในบริบทนั้นคำนี้ควรจะอ่านว่าอย่างไร

    ประโยคสุดท้ายเขาบอกว่าผอบ (ผะ-อบ) กับผอบ (ผอบ) ทองเป็นสองแคว อ่านจงแลดูความตามทำนอง

    เด็กรุ่นใหม่ ๆ ของเราต้องบอกว่าอ่อนภาษาไทยมาก และโดยเฉพาะพูดเร็วมาก คนแก่ฟังแล้วปวดหัว เนื่องเพราะว่าประสาทของคนแก่เริ่มเสื่อม ฟังแล้วจับใจความไม่ทัน แต่ก็เป็นยุคสมัยของเขาที่เป็นอย่างนั้น ดังนั้น..ถ้าหากว่าใครแก่แล้วก็ต้องทำใจด้วยตนเอง เพียงแต่ว่าถ้าหากว่าทำถูก เขียนถูก อ่านถูก ก็เป็นอันว่าเรารอดตัวไป ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นคนไทย

    อย่างทุกวันนี้ กระผม/อาตมภาพพยายามที่จะให้พิธีกรสงฆ์อ่านคำว่าพระบรมราชินีนาถ (พระ-บอ-รม-มะ-รา-ชิ-นี-นาด) หรือว่าสมเด็จพระบรมราชินี (สม-เด็ด-พระ-บอ- รม-มะ-รา-ชิ-นี) แต่ทุกคนก็มักจะอ่านเป็นบรม (บะ-รม) กันหมด

    ถ้าเราดูคำนี้จะเห็นว่า บรม (บอ-รม) บวร (บอ-วอน) บพิตร (บอ-พิด) อ่านเหมือนกัน แล้วทำไมพอเป็นบรม (บอ-รม) ถึงไปอ่านว่า บะ - รม ก็เพราะว่าไม่เข้าใจหลักภาษาไทยก็เลยอ่านผิด โดยเฉพาะเสียงของตัว ฑ.นางมณโฑ ออกเสียง ด.เด็กครึ่งหนึ่ง เราจึงมีเสียงบัณฑิต (บัน-ดิด) มณฑป (มน-ดบ) เหล่านี้เป็นต้น
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23,860
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,021
    ค่าพลัง:
    +26,852
    ต้องบอกว่าคนยุคเก่าเก่งกว่าเรามาก เพราะสามารถออกเสียง ญ.หญิง กับย.ยักษ์ให้ต่างกันได้ ออกเสียง น.หนูกับณ.เณรให้ต่างกันได้ แต่สมัยนี้ออกเสียงไม่ได้ จนกลายเป็นเสียงเดียวกันหมด บางทีฝรั่งฟังแล้วก็ยังงง ยิ่งนานไปสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็เสื่อมทรามลงไปเรื่อย แล้วรุ่นหลัง ๆ ที่รับเอาความผิดไปก็จะกลายเป็นถูก ภาษาของเราก็จะด้อยคุณค่าและหาคนรู้จริงยากขึ้นไปเรื่อย ๆ เราออกเสียง ศ.ศาลา ส.เสือ ษ.ฤๅษี ออกเป็นส.เสือหมด

    แต่ถ้าหากว่าไปฟังคนอินเดียพูด เสียงศ.ศาลา เขาออกเสียงเหมือนกับช.ช้างครึ่งหนึ่ง อย่างเช่นว่าศิวะ (ชิ-วะ) บ้านเราออกเสียงว่า สิ-วะ ศิมลา (ชิม-ลา) บ้านเราออกเสียงว่า สิม-ลา

    ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เรื่องพวกนี้ต่อให้นานไป เป็นเจ้าของภาษาก็ไม่แน่ว่าจะออกเสียงได้ถูก จึงเป็นเรื่องที่เราทั้งหลายควรที่จะใส่ใจ และถ้าเป็นไปได้ก็ออกเสียงให้ถูกต้อง แต่ก็คงจะเป็นเรื่องยาก เนื่องเพราะว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ใส่ใจตรงนี้ คุณค่าของภาษาไทยของเราซึ่งงดงาม ไม่ว่าจะเป็นไปตามหลักฉันทลักษณ์ หรือว่าตามเสียงอักษร ก็กลายเป็นลดคุณค่าลงไปมากต่อมากด้วยกัน

    สมัยก่อนบุคคลที่เรียนภาษาส่วนใหญ่ต้องเรียนภาษาบาลี ซึ่งเป็นแม่ของทุกภาษาก่อน คนรุ่นเก่าจึงเป็นบุคคลที่ร่ำรวยด้วยคำศัพท์ สามารถแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนได้ไพเราะเพราะพริ้งมาก มารุ่นหลัง ๆ หายากแล้ว เพราะว่าอับจนด้วยถ้อยคำ ไม่สามารถที่จะแต่งให้ได้อรรถรสเหมือนคนรุ่นเก่า

    ดังนั้น..ถ้าใครสนใจเรื่องพวกนี้ ต้องไปหาอ่าน "ลิลิตตะเลงพ่าย" "กาพย์ห่อโคลงเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง)" หรือ "สามัคคีเภทคำฉันท์" ของ "นายชิต บุรทัต" ต่อให้ไม่ชอบอ่านโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ก็ลองไปหาหนังสือของ "ยาขอบ" หรือ "โชติ แพร่พันธุ์" มาอ่าน โดยเฉพาะ "ผู้ชนะสิบทิศ" แล้วเราจะเห็นความงดงามของภาษาว่าต่างกับปัจจุบันอย่างไร
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...