วัตถุมงคลทั่วทุกภูมิภาคประเทศ Thailand

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,052
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1265350279 (1).jpg

    ฉัตรสยาม
    8 มกราคม 2015 ·
    หลวงปู่ผล วัดเทียนดัด เกจิผู้ปลุกศรัทธาท่ามกลางชาวคริสต์
    เกจิสักยันต์ทางคงกระพัน..."เต่า"คลานไหว้สังขารหน้าโลงศพ
    เมื่อเอ่ยถึงวัดเทียนดัด อ.สามพราน จ.นครปฐม นักเลงจริงยุคเก่าและนักเลงพระทุกยุคต้องยกนิ้วให้ พระครูอาทรพิทยคุณ หรือ"หลวงปู่ผล ธัมมโชติ"ยอดแห่งเกจิอาจารย์ในด้านเวทมนตร์-อาคมขลัง สหธรรมิกรุ่นเดียวกับ"หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม" แม้ชื่อเสียงจะไม่ขจรขจายเท่าหลวงพ่อเงิน แต่คนนครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี แม้กระทั่งชานเมืองกรุงต่างหมายมุ่งที่จะได้ครอบครองเป็นเจ้าของพระเครื่องของท่าน ซึ่งมีพุทธคุณไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทั้งเรื่องคงกระพันชาตรี แคล้วคลาด เมตตามหานิยม
    หลวงพ่อผลท่านมีชื่อเสียงมาตั้งแต่ก่อนปี 2500 เรื่องวิทยาคมของท่านไม่เป็นรองใครในยุคนั้น ก่อนบวชก็ได้ศึกษาวิชาขอม และวิชาอาคมต่างๆจากโยมพ่อและอาจารย์หลายท่าน สมัยที่ยังหนุ่มๆท่านไปมาหาสู่หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม เพื่อสนทนาธรรมและแลกเปลี่ยนวิชาต่างๆ บางครั้งหลวงพ่อเงินไปเรียนวิชาเพิ่มเติมจากอาจารย์ใด ก็มักชวนหลวงพ่อผลไปด้วยเสมอ
    เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านเป็นผู้รู้ในวิชาโหราศาสตร์กับวิชาไสยศาสตร์มีวิชาอาคมขลังรูปหนึ่ง โดยสมัยที่กำลังเชี่ยวชาญวิชาได้เป็นหมอสักยันต์ทางอยู่ยงคงกระพัน มีลูกศิษย์มากมาย สักไปสักมาจนทางราชการขอร้องให้เลิกสัก ท่านจึงเลิกและหันมาทุ่มเทให้กับการพัฒนาวัด
    ในสมัยนั้นพวกเสือโจรเยอะมาก ได้มีกลุ่มเสือโจรระแวกบางกระทึก และวัดเทียนดัด ได้รวมกลุ่มกันเพื่อที่จะเข้าปล้น บ้านคหบดี แถววัดเทียนดัด แต่ยังไม่ทันปล้น ก็เกิดฝนตกหนัก พวกโจรกลุ่มนั้นได้เข้ามาหลบฝนในวัดเทียนดัด ขณะนั้นเอง พวกโจรกำลังประชุมเรื่องแผนปล้น หลวงพ่อผลก็เดินมาได้ยินพอดี จึงได้ขอร้องบอกให้พวกโจรกลุ่มนั้นให้เลิกปล้นกลับตัวเป็นคนดีซะเถอะ เพราะจะทำให้เขาเดือดร้อนมันเป็นบาปกรรม และให้ล้มเลิกความตั้งใจเสีย และหลวงพ่อก็ได้สอนธรรมให้กับพวกโจรกลุ่มนั้น จนพวกโจรกลุ่มนั้นได้กลับใจ
    วัตถุมงคลต่างๆที่ท่านทำพิธีปลุกเสกล้วนแต่มีพุทธานุภาพสูง ใครได้ไว้กับตัวก็จะมีแต่สิริมงคลและแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง ท่านเคยปลุกเสกเหรียญหลวงพ่อผัน วัดเทียนดัด (พระพี่ชาย) ซึ่งเป็นเหรียญรุ่นแรกปี 2497 เหรียญรุ่นนี้มีประสบการณ์มากและราคาสูง แถมหายากมาก
    หลวงปู่ผลได้สร้างพระสมเด็จองค์ใหญ่ที่สุดไว้ในวัดเทียนดัด รายการทีวี"ตามไปดู"ของ "หมอซ้ง"สมัยนั้น ได้เข้ามาถ่ายทำนำไปออกอากาศว่ามีพระสมเด็จที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยหลวงปู่ผลได้ทำพิธีปลุกเสกด้วยตัวท่านเอง จึงทำให้พระสมเด็จองค์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์และมีอภินิหารต่างๆปรากฎให้เห็นบ่อยๆ
    จากประวัติของท่านที่บันทึกไว้ใน"หนังสือ อนุสรณ์ 101 ปี หลวงพ่อผล วัดเทียนดัด" ท่านเกิดในตระกูล"แสงโสภา"ที่บ้านต.ท่าข้าม อ.สามพราน จ.นครปฐม ตรงกับวันเสาร์ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 12 ปีพ.ศ.2433 (ปีขาล ปีเดียวกับหลวงพ่อเงิน) เป็นบุตรของนายใหญ่ ชาวอยุธยา และนางทองสุข ชาวนครปฐม ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา มีพี่น้องรวม 10 คน เป็นผู้ชาย 3 คน และผู้หญิง 7 คนคือ 1. นางใย 2. นางยวง 3. นางพวง 4. นายพัน 5. นางเป๋า 6. นางอิน 7. นางแดง 8. นางวิน 9. นายผัน แสงโสภา (หลวงปู่ปลัดผัน) 10. นายผล (หลวงปู่ผล)
    เยาว์วัยพออ่านเขียนหนังสือได้ เมื่ออายุครบเกณฑ์ก็ไปเป็นทหาร หลังปลดประจำการแล้วไดัอุปสมบทที่วัดเทียนดัด โดยมีพระอธิการแสง วัดนางสาว เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการคง วัดนางสาว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดใจ วัดเชิงเลน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า"ธัมมโชติ" ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดเทียนดัด ต่อมาได้ไปศึกษาพระธรรมวินัยที่วัดมหาธาตุ โดยอาศัยพำนักอยู่ที่วัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี
    เมื่อสอบได้นักธรรมขั้นตรีแล้วก็ได้มาเป็นครูสอนปริยัติธรรมที่วัดเทียนดัด และวัดต่างๆหลายวัด เพราะสมัยนั้นหาครูผู้สอนยากมาก โดยได้ไปๆมาๆที่วัดระฆังเสมอ เพราะต้องการเรียนวิชาต่างๆ โดยเฉพาะการเรียนวิปัสสนากรรมฐานที่ท่านสนใจอย่างมากและท่านมีความรู้ด้านนี้พอสมควร
    ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังได้เรียนวิชาถ่ายภาพ วิชาเขียนภาพ วิชาเครื่องยนต์ ตลอดจนวิชาไสยศาสตร์เวทมนต์ คาถาจากอาจารย์ต่างๆ แล้วได้นำหลักการทำพระสมเด็จของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) วัดระฆังมาทำเป็นครั้งแรกช่วงปี พ.ศ.2471-2472 กับพระปลัดผัน พระพี่ชายของท่าน
    หลวงปู่ผลมีอุปนิสัยใจคอเยือกเย็น มีเมตตาธรรมแก่คนทั่วไป ท่านยังเป็นที่คุ้นเคยและเคารพนับถือของพระผู้ใหญ่หลายรูป นอกจากมีวิชาอาคมขลังแล้ว ท่านยังเป็นพระนักพัฒนาที่ตั้งใจบริหารวัดจนเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด มีอาคาร กุฏิ ศาลาบำเพ็ญกุศล เมรุ ถังน้ำบาดาลคอนกรีต ห้องสมุด โรงเรียนปริยัติธรรม อีกทั้งซ่อมอุโบสถและศาลาการเปรียญที่ชำรุดทรุดโทรม ศาลาเอนกประสงค์ ที่สำคัญ ท่านชอบบริจาคทรัพย์ช่วยเหลือคนยากจน และผู้ประสบภัยต่างๆ เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วมที่ไหน ท่านก็บริจาคเงินช่วยเหลือทันที
    ในปีพ.ศ. 2528 ท่านจัดพิธีหล่อรูปพระพุทธปางลีลา โดยไดัทูลเชิญ สมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาทรงเป็นประธานเททองและยกช่อฟ้าอุโบสถ เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2528 ต่อมาในปี พ.ศ.2530 ท่านได้เป็นประธานสร้างเจดีย์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา และให้เป็นเจดีย์องค์สำคัญประจำจังหวัด เพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชา เจดีย์มีความสูง 38 เมตร กว้าง 12 เมตร ด้านข้าง 4 ด้าน กว้างด้านละ 4 เมตร องค์เจดีย์ปูโมเสกทั้งองค์ พื้นปูหินอ่อน รวมค่าก่อสร้าง 4,000,000 บาทเศษ ครั้นเมื่อวันที่ 10 ม.ค.2532 เป็นวันกำหนดฤกษ์ยกฉัตรเจดีย์ ท่านอาพาธไม่สามารถมาได้ ทำได้เพียงการจับสายสิญจน์อยู่ที่กุฏิ โดยมอบให้พระเทพวรเวที รองเจ้าคณะภาค วัดไร่ขิง มาเป็นประธานแทน
    ผ่านมาได้ 3 วัน ท่านก็มรณภาพลงเมือวันพฤหัสบดีที่ 14 ม.ค. 2532 เวลา 04.00 น ที่โรงพยาบาลบางไผ่ กรุงเทพฯ สิริอายุ 99 ปี ทางวัดจัดพิธีบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมที่ศาลาการเปรียญเป็นเวลา 100 คืน ได้รับเงินจากผู้บริจาค 500,000 บาทเศษ (คณะกรรมการได้นำเงินสร้างพุทธเจดีย์ศรีปฐมบรมธาตุ 200,000 บาท เพื่ออุทิศถวายให้ท่าน
    มีเหตุการณ์อัศจรรย์คือ หลังจากหลวงปู่ผลมรณภาพไปแค่ไม่กี่วัน เต่าที่ท่านได้สลักชื่อและปล่อยไปนานแล้วได้คลานกลับขึ้นมาจากน้ำมาอยู่บริเวณโลงที่บรรจุสังขารของท่านประมาณ15วันก่อนจะคลานกลับลงน้ำไปตามเดิม ประหนึ่งว่ามันมาเคารพสักการะสังขารหลวงปู่ผล
    หลวงปู่ผลได้สร้างพระบูชา พระเครื่อง และเหรียญต่างๆไว้หลายชนิดหลายรุ่น เริ่มจากประมาณปี พ.ศ.2471- 2472 ได้สร้างพระสมเด็จดำ และสมเด็จลูกประคำ 108 โดยนำสูตรการทำสมเด็จนี้มาจากวัดระฆังที่ท่านเคยไปจำพรรษา โดยใช้มวลสารวัตถุสำคัญๆมากมายหลายอย่างมาสร้าง เช่น ผงใบโพธิ์ 108 วัด (ตามตำราสมุดข่อยที่วัดเทียนดัด), ผงว่าน 108 อย่าง, ผงพระหักๆที่ชำรุดใช้ไม่ได้หลายร้อยองค์, ผงแร่ต่างๆที่สำคัญ, ผงปูนพระเกศของหลวงพ่อวัดไร่ขิง และผงปูนพระใหญ่ที่สำคัญหลายวัด, ผงวัตถุที่สมเด็จโตเคยใช้ทำผสมพระ เช่นผงพลู 2 หาง, ไคลโบสถ์, ไคลเจดีย์, ไคลเสมา, ผงพุทธคุณ ผงอิทธิเจ ผงมหาราช ผงปถมังของอาจารย์ต่างๆ, ผงดินสังเวชนียสถานที่ประเทศอินเดีย, น้ำพุทธมนต์ของเกจิอาจารย์ต่างๆ และของท่านเอง
    จากนั้นในปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมาได้สร้างพระสมเด็จชานหมาก เหรียญ ผ้ายันต์ พระกริ่งธัมมโชติ (รุ่นแรก) และพระกริ่งโปร่งฟ้า พระชัยวัฒน์รัตนมงคล ครั้นเมื่ออายุ 92 ปี ท่านได้สร้างลูกประคำ 108 และชนิด 9 เม็ด และพระสมเด็จลายเซ็น มีรูปเจดีย์อยู่ด้านหลัง
    เกี่ยวกับเรื่องการสร้างความขลังแก่พระเครื่องมงคล หลวงปู่ผลท่านได้เปิดเผยให้ฟังว่า ท่านได้ตำราดีจากตำนานที่เป็นใบลานที่ผูกไว้เป็นเกณฑ์ ซึ่งล้วนแต่เป็นภาษาขอม แต่ท่านก็อ่านออก เขียนได้ทั้งนนั้น ส่วนคาถาต่างๆ ที่คนโบราณเขียนไว้นั้น มีอยู่ทุกชนิด ทั้งคาถาเมตตามหานิยม และคงกระพันชาตรี ตลอดจนอื่นๆอีกที่มีทั้งให้คุณและให้โทษ แต่หลวงปู่ท่านเลือกเอาแต่วิชาที่ให้คุณเท่านั้น เพราะท่านถือความมีเมตตาเป็นใหญ่
    "พระกริ่งโปร่งฟ้าชินบัญชร " เป็นวัตถุมงคลยอดนิยมอย่างหนึ่งของหลวงปู่ผล สร้างขึ้นในโอกาสฉลองอายุครบ 89 ปี ในปีพ.ศ.2521 ท่านได้ลงจารแผ่นทองแดงด้วยตนเอง แล้วอาราธนาพระเกจิอาจารย์ร่วมสมัยที่ทรงวิทยาคมมาช่วยจารและนั่งปรกปลุกเสกเพื่อให้เกิดความเข้มขลังยิ่งขึ้น อาทิ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี,หลวงพ่อเพิ่ม วัดสรรเพชร,หลวงพ่อทองอยู่ วัดหนองพะอง,หลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรือ,หลวงพ่อผ่อง วัดสามปลื้ม,หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม,หลวงพ่อสุด วัดกาหลง หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยาณมิตร,หลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช,หลวงพ่ออุตตมะ วัดวิเวการาม กาญจนบุรี,พระอาจารย์ธรรมรังสี วัดเทียนดัด ฯลฯ
    พระกริ่งโปร่งฟ้าฯได้สวดคาถาชินบัญชร คาถาทิพย์มนต์ อิติปิโส 1019 จบ คาถาบารมี 30 ทัศ และมนต์บทสำคัญๆอีกมากบท โดยมีอุปเท่ห์ในการใช้ว่า ผู้ใดมีพระกริ่งโปร่งฟ้าไว้บูชา ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การงาน ความรัก อาชีพ หรือปัญหาอุปสรรคใดๆ จะสำเร็จลุล่วงปลอดโปร่ง ไม่พบกับปัญหาติดขัดใดๆเลยสมดังชื่อของพระกริ่ง
    สำหรับประสบการณ์ทางด้านวัตถุมงคลนั้นมีให้เห็นจนเป็นที่ศรัทธาของชาวเทียนดัดและคนในละแวกนั้น แม้กระทั่งคนที่นับถือศาสนาคริสต์ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ต่างก็ให้ความเคารพรักหลวงพ่อผลไม่ต่างจากชาวพุทธเลย เพราะท่านเป็นผู้เมตตา และเมื่อใดมีคนมาขอบูชาวัตถุมงคลท่าน ท่านก็จะสอนธรรมมะเสริมให้อีก
    ท่านบอกว่า วัตถุมงคลของท่านสร้างเพื่อ 1.ทำให้คนเข้าวัด พระจะได้มีโอกาสสั่งสอน 2.แขวนพระแล้วจะได้มีจิตระลึกไม่ให้ทำความชั่ว 3.เพื่อคุ้มภัย (ถ้าเชื่อว่าคุ้มได้เพราะมั่นใจ) 4.จะได้นำปัจจัยมาพัฒนาวัดให้เจริญๆ
    สำหรับลูกศิษย์สายตรงแล้ว เชื่อเต็มร้อยว่า พระเครื่องทุกชนิดของหลวงปู่ผลช่วยให้สัมฤทธิผลด้านดี
    ภาพประกอบ
    เหรียญรุ่นแรกปี2500
    เหรียญหลังยันต์ ปี2514
    เหรียญหลวงพ่อเงิน หลวงพ่อผล ปี2519
    พระสมเด็จเนื้อผงชานหมาก หลังรูปเหมือน อายุ ๘๔ ปี 2522
    พระกริ่งโปร่งฟ้า ชินบัญชร รุ่นแรกปี2521
    พระชินราชหล่อเนื้อชินตะกัว

    หลวงพ่อผล วัดเทียนดัด อ.สามพราน นครปฐม ท่านเป็นพระเกจิรุ่นเดียวกับหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ซึ่งทั้งสองท่านจะสนิทสนมกันมาก ไปมาหาสู่กันเสมอ หลวงพ่อผลท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ก่อนปี 2500 เรื่องวิทยาคมของท่านไปเป็นรองใครในสมัยนั้น

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จหลวงปู่ผลวัดเทียนดัด

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ

    IMG_20260201_212453.jpg IMG_20260201_212516.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 กุมภาพันธ์ 2026 at 22:43
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,052
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1769956883087.jpg

    เหรียญพระเจ้าแก้วมรกต สมเด็จพระนเรศวรมหาราช นครลำปาง เนื้ออัลปาก้า
    ปี ๒๕๕๔ พิธีปลุกเสกใหญ่และ หลวงปู่บัว วัดศรีบูรพาปลุกเสก

    ลำปางจัดบวงสรวง ราชานุสาวรีย์"พระนเรศวร"

    พล.ท.วรรณทิพย์ ว่องไว แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นประธานในพิธีบวงสรวงและพิธีเททองวัตถุมงคล ณ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (ชั่วคราว)อ.เกาะคา จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2554 มีนายอุทาร ชวเมที รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง และหัวหน้าส่วนราชการ พ่อค้าประชาชนมาให้การต้อนรับจำนวนมาก ซึ่งการจัดสร้างวัตถุมงคลครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสมทบทุนการจัดสร้างแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ต้องใช้วงเงินในการก่อสร้างทั้งหมด 21.9 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 งวดงาน ได้แก่ งวดที่ 1 วงเงิน 9.3 ล้านบาท เป็นงานตอกเสาเข็ม งานโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก และงานตกแต่งพื้นและผนัง งวดที่ 2 วงเงิน 7.7 ล้านบาท งานวิศวกรรมโครงสร้าง งานทางเท้า และลานพื้นแข็ง และงวดที่ 3 วงเงิน 4.8 ล้านบาท งานสถาปัตยกรรม และงานตกแต่งภูมิทัศน์ ทั้งนี้ ตลอดการทำพิธีท้องฟ้ามืดครึ้มและมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องทั้งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเพราะก่อนหน้านี้อากาศร้อนอบอ้าวและมีแดดจ้าตลอดเวลา ถือว่าเป็นนิมิตหมายมงคลที่ดีในการทำพิธีในครั้งนี้

    สำหรับวัตถุมงคลที่จัดสร้าง ประกอบด้วย พระบรมรูปหล่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงรายล้อมด้วยเหล่าทหารเอก 9 นาย เนื้อโลหะทองแดงรมดำ ขนาด 12 นิ้ว ขนาด 9 นิ้ว และขนาด 6 นิ้ว เหรียญรูปวงรีพระเจ้าแก้วมรกตและสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กว้าง 2.9 เซนติเมตร สูง 3.9 เซนติเมตร เนื้อทองแดง 50,000 เหรียญ เนื้ออัลปาก้า 50,000 เหรียญ เนื้อเงิน น้ำหนัก 1 บาท และเนื้อทองน้ำหนัก 1 บาท โดยวัตถุมงคลทั้งหมดเข้าพิธีพุทธาภิเษกมหามงคล จำนวน 3 ครั้ง

    ประวัติความเป็นมา
    จากหลักฐานการเดินทัพ ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผ่านเมืองลำปาง พบว่ามีหลักฐานบันทึก ภายหลังที่พระองค์เสด็จสวรรค์คต ณ เมืองหาง สมเด็จพระเอกาทศรถ ได้อัญเชิญ พระบรมศพ ผ่านมาทาง เทือกเขาขุนตาล มาพักทัพ บริเวณ หลังศูนย์ อนุรักษ์ช้างไทย และบริเวณพระธาตุลำปางหลวง และกลับกรุงศรีอยุธยา
    กองทัพภาคที่ ๓ มณฑลทหารบกที่ ๓๒ ร่วมกับข้าราชการ พ่อค้าประชาชน ชาวจังหวัดลำปาง ได้ร่วมใจก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ ขึ้นเมื่อ ๒๕๓๕ โดยมีวัตถุประสงค์
    - เพื่อเทิดพระเกียรติ รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระองค์ที่ทรงกอบกู้ เอกราชของชาติ
    - เพื่อเป็นสถานที่ เคารพสักการะของปวงชนชาวไทย
    - เพื่อเป็นแหล่งศึกษาทางประวัติศาสตร์
    กองทัพภาคที่ ๓ ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการดำเนินการก่อสร้าง โดยใช้พื้นที่ บริเวณไร่รัศมีธรรม อ.เมือง จว.ล.ป. โดยขออนุมัติหลักการไปยังกรมศิลปกรแล้ว เมื่อปี ๒๕๓๖
    ต่อมา ปี ๒๕๔๖ คณะกรรมการดำเนินการก่อสร้าง ได้มีมติเห็นชอบ ในรูป แบบการก่อสร้าง พระบรมราชานุ
    สาวรีย์ ในพระอิริยาบถทรงม้าศึก ขนาดเท่าครึ่งของคนจริง พร้อมเหล่าทหารเอก ประกอบจำนวน ๙ นาย โดยมอบหมายให้ กรมศิลปกร เป็นผู้ดำเนินการหล่อ ในวงเงิน ๑๒ ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณ จากการร่วมบริจาคของทุกภาคส่วนของ จว.ลำปาง กรมศิลปกร โดยให้บริษัทเอเชียไฟอาร์ท อ.บางปะหัน ก่อสร้างเสร็จเมื่อ ปี ๒๕๕๐ รวมระยะเวลาก่อสร้าง ๕ ปี และกรมศิลปกร ส่งมอบให้ กองทัพภาคที่ ๓ เมื่อ ปี ๒๕๕๓

    หลวงปู่บัว ถามโก วัดศรีบูรพาราม

    ประวัติ หลวงปู่บัว ถามโก วัดศรีบูรพาราม หรือ วัดเกาะ ตะเคียน หมู่ 1 ต.วังกะแจะ อ.เมือง จ.ตราด

    เป็นอีกหนึ่งสถานที่น่าเลื่อมใสในดินแดนภาคตะวันออกของประเทศไทย หากเอ่ยชื่อวัดในภาคอื่น ๆ น้อยคนนักที่จะเคยได้ยินชื่อหรือรู้จัก แต่หากเป็นคนพื้นเพใกล้เคียง แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านล้วนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ใน “ของดี” ของวัดแห่งนี้เลื่องลือไปทั่วแดนตะวันออก

    เดิมวัดศรีบูรพารามเป็นสำนักสงฆ์เล็ก ๆ มีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่เพียงไม่กี่รูป จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2500 มีญาติโยมและชาวบ้านที่ศรัทธาบริจาคทุนทรัพย์ก่อสร้างเป็นวัดขึ้นมาใช้ชื่อว่า “วัดเกาะตะเคียน” ทำการฝังลูกนิมิตเมื่อปี พ.ศ. 2524 และมีการพัฒนาเรื่อยมาจนเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดศรีบูรพาราม” จวบจนปัจจุบัน

    วัดแห่งนี้มีเจ้าอาวาสรูปแรกและปัจจุบันคือ พระครูสังฆกิจบูรพา หรือ พระอาจารย์บัว อายุ 82 ปี เดิมนั้นท่านชื่อ บัว มารศวารี เกิดวันเสาร์เดือน 5 ปีขาล ตรงกับขึ้น 13 ค่ำ เดือน 5 พ.ศ. 2469 เป็นบุตรของ นายเชี๋ยและนางเตี่ยน ภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 3 หมู่ 3 ต.วังกะแจะ อ.เมือง จ.ตราด ตั้งแต่วัยหนุ่มท่านชอบศึกษาความรู้เกี่ยวกับยาสมุนไพรและเชี่ยวชาญด้านช่างไม้ ช่างปูน ช่างปั้น จวบจนอายุครบ 23 ปี ก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดบุบผาราม ต.วังกะแจะ โดยมีพระครูคุณวุฒิพิเศษ วัดบุบผารามเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวัตรรัตนวงษ์สิทธิ์ วัดหนองบัว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมเรื่อยมา จนใน พ.ศ. 2505 ก็ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดเกาะตะเคียน พ.ศ. 2508 สอบได้ชั้นนักธรรมเอก และ พ.ศ. 2513 เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระครูสังฆกิจบูรพา ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลวังกะแจะ

    “สมัยก่อนการศึกษาด้านภาษาบาลียังไม่แพร่หลายมากนัก ขาดครูผู้สอน อาตมาจึงหันไปศึกษาวิชาความรู้ต่าง ๆ รวมทั้งคาถาอาคมจากพระครูคุณวุฒิพิเศษ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์และผู้เคารพนับถือ โดยเฉพาะวิชาหัวใจ 108 ทำให้รู้ถึงขั้นตอนและกรรมวิธีการทำน้ำมันงา ที่มีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม แคล้วคลาด อยู่ยงคงกระพัน อาศัยเรียนกับโยมชื่อ นายเสียง เป็นคนหมู่บ้านหนองโพง ที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องหนังเหนียว ปืนยิงไม่ออก มีดฟันไม่เข้า ทีแรกโยมพาลูกชายมาฝากไว้กับอาตมาที่วัดเพื่อให้เรียนวิชา แต่ลูกชายแกไม่สนใจ แกกลัววิชาจะสูญหาย จึงถ่ายทอดให้อาตมาจนหมดไส้หมดพุง ก็ไม่คิดว่าจะได้นำมาใช้”

    พระครูสังฆกิจบูรพา หรือ พระอาจารย์บัว กล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความเมตตาและเล่าต่อว่า “สมัยก่อนนักเลงมีเยอะ โดยเฉพาะพวกคนมีสีชอบรังแกชาวบ้าน อาตมาก็ทำพระเครื่องขึ้นมาแจกให้ญาติโยมพกติดตัว จนไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับทหาร ถูกชักปืนจ่อยิง เหลือเชื่อ ปืนไม่ลั่น จนสามารถจับทหารดำเนินคดีติดคุกได้ จากนั้นมาชาวบ้านรู้ข่าวก็เดินทางมาขอของดี ก็แจกจนหมดไม่มีเหลือ เป็นเรื่องแปลกเหมือนกัน เมื่อก่อนทำใส่ไว้ในพานตั้งทิ้งไว้บนศาลาไม่เห็นมีใครสนใจอยากได้เลย พอลือว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้พักเดียวมาเอาไปจนหมดเกลี้ยงเลย”

    อย่างไรก็ตาม นอกจากของดีที่หลาย ๆ คนเสาะแสวงหาแล้ว พระครูสังฆกิจบูรพา หรือพระอาจารย์บัว ยังได้รับการขนานนามว่า “เทพเจ้าแห่งโชคลาภ” ภาคตะวันออกอีกด้วย เนื่องจาก เคยมีลูกศิษย์มาเยี่ยมเยียนและนำคำสอนของหลวงพ่อไปตีเป็นเลข เด็ดเสี่ยงโชค ปรากฏว่าถูกหวยรวยกันเละมาแล้ว พอท่านทราบเข้าก็ได้แต่ยิ้มและยืนยันไม่ได้สนับสนุนบอกใบ้ให้เลขใครทั้งสิ้น ถือว่าใครที่มีโชคลาภแล้วแต่บุญวาสนาของแต่ละคน

    นายแก่นเพชร ช่วงรังษี ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ก็เป็นผู้ที่ใกล้ชิดหลวงพ่ออีกคนหนึ่ง ให้สัมภาษณ์ทีมงานของเราว่า หลวงพ่อท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่น่านับถืออีกรูปหนึ่งในจังหวัด หลายคนมองว่าท่านให้เลขเด็ดแม่นนั้น ขอบอกไว้เลยอย่าไปขอเสียให้ยาก ท่านไม่เคยสนับสนุนใครให้เล่นการพนันหรือเสี่ยงโชคทั้งสิ้น ท่านเคยพูดว่ามันเป็นสิ่งงมงาย ส่วนใหญ่ชาวบ้านที่มากราบท่านจะมาถวายสิ่งของ หรือขอของดี หรือให้พรมน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคล ท่านก็ไม่เคยขัดศรัทธา แต่มีบางรายหัวใสจำคำพูดหรือกิริยาท่าทางไปตีเลขเด็ดเสี่ยงโชคถูกก็มี ไม่ถูกก็มี มีแต่หลวงพ่อแนะนำให้ชาวบ้านขยันหมั่นเพียร มีความอดทน ใจต้องสู้ หากคนเราใจมันท้อถอยก็แพ้เลย ยิ่งไม่ขยันทำงานทำการก็อยู่ไม่รอดแน่ ต้องพยายามประหยัดและอดออมกันจะได้มีเงินใช้จ่าย อย่าไปงมงายกับเลขเด็ดเลย นั่นเป็นเพราะบุญเก่าและแต่ละคนมีโชคลาภวาสนาไม่เหมือนกัน

    จ.อ.บุณณะ บุญกิตติเจริญ อดีตทหารเรือเลือดน้ำเค็ม ศิษย์เอกก้นกุฏิของหลวงพ่อหัวร่อร่า ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ตนลาออกจากราชการทหารตั้งแต่ปี 2516 ย้ายมาอยู่ข้างวัดแห่งนี้หลายปีและคอยรับใช้หลวงพ่อมาตลอด ที่ผ่านมา ท่านจัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นหลายแบบให้ญาติโยมเช่าบูชาหารายได้บูรณะและพัฒนาวัด เท่าที่จำได้ก็มี 1. พระผงสี่เหลี่ยมเล็ก พิมพ์เจริญพร เนื้อว่านสีดำ หลังพลอย ปัจจุบันไม่มีแล้วและหายากมาก พวกลูกศิษย์จะหวงกันมาก 2. พระผงสี่เหลี่ยมใหญ่ พิมพ์เจริญพร เนื้อว่านสีดำ 3.พระปิดตาเจริญพร พิมพ์ใหญ่ เนื้อว่านสีดำ รุ่น 1 ลักษณะคล้ายกับพระปิดตาวัดอ่างศิลา 4. พระปิดตาเจริญพร พิมพ์เล็ก เนื้อผงดำ รุ่น 1 ลักษณะคล้ายกับพระปิดตาวัดอ่างศิลา 5. พระปิดตาหน้าทองพรายกุมาร 6. เหรียญนั่งพาน 7. ตะกรุดโทนยาว 5 นิ้ว รุ่นแรกสร้างเพียง 99 ดอก รุ่นนี้เคยมีประสบการณ์ กำนันชื่อดังเคยพกติดตัวไปมีเรื่องทะเลาะวิวาทในร้านอาหาร แต่ปืนคู่อริยิงไม่ออก จากนั้นมาจึงมีการสร้างรุ่น 2 ขึ้นมาอีก 1,000 ดอก นอกจากนี้ยังมีตะกรุดโทนยาว 3 นิ้ว สร้างไว้ 600 ดอก 8. เหรียญรูปเหมือนรุ่น 1 หน้าหนุ่ม ปัจจุบันวัตถุมงคลพวกนี้ยังพอหาเช่าบูชาได้

    “ของพวกนี้มีประสบการณ์มาแล้วทั้งนั้น ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ประมาณปี พ.ศ. 2527 ทหารเรือทะเลาะกับทหารอากาศ ยิงปืนใส่ 3 นัด แต่ยิงไม่ออก ตำรวจเก็บลูกปืนไว้เป็นหลักฐาน เมื่อคดีสิ้นสุดลองเอามายิงดู ปรากฏว่าลั่นเปรี้ยงทุกนัดเลย อีกรายปี พ.ศ. 2542 ชาวบ้านเช่าพระปิดตาพิมพ์เล็กไปลองเอาปืนอาก้ายิงใส่หลายนัด แต่ไม่ถูกองค์พระสักนัดเดียว ตั้งแต่บัดนั้นก็ขึ้นคอบูชาติดตัวมาตลอด วันหนึ่งเขาไปธุระฝั่งประเทศเพื่อนบ้านแล้วถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ โทรศัพท์บอกแม่ให้นำเงินไปจ่ายค่าไถ่ แต่แม่ไปผิดเวลาเขาเลยถูกคนร้ายใช้ปืนกลยิงใส่ แต่ไม่เป็นอะไรเลย มีเพียงจุดแดง ๆ คล้ายผึ้งต่อยเต็มตัว โดยมีรอยกระสุนปืนอยู่ 1 นัด แม่ถามว่าหนังเหนียวนี่ แล้วนัดนี้ทำไมถึงยิงเข้าล่ะ ลูกชายก็บอกว่าเขานึกด่าพวกนั้นในใจ เพราะรำคาญที่รุมยิงกันอยู่ได้ เท่านั้นเองกระสุนเจาะเลือดพุ่งเลย แม่ได้ฟังก็รีบพาลูกไปโรงพยาบาลและพาไปกราบหลวงพ่อ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อแต่เป็นความจริง นอกจากนี้มีทหารอากาศมาฝึกบินใกล้ ๆ วัด หลายคนบอกเห็นหลวงพ่อนั่งสมาธิบนก้อนเมฆด้วย ฝึกเสร็จมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์กันแน่นวัดเลย หลวงพ่อท่านก็ไม่ว่าอะไรหยิบน้ำมันงาดิบแจกคนละ 1 ขวดให้ไว้ พกติดตัว” อดีตทหารเรือ กล่าว

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    ให้บูชา 220 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ
    IMG_20260201_214526.jpg IMG_20260201_214551.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 กุมภาพันธ์ 2026 at 22:50
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,052
    ค่าพลัง:
    +21,459
    หลวงพ่อแดง (1).jpg xc.jpg ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อเอีย-กิตติโก-แห่งวัดบ้านด่าน-เมืองปราจีนบุรี.jpg 1769959547929.jpg
    FB_IMG_1769949813922.jpg

    พระสมเด็จพระพุทธสิหิงค์ ปี พ.ศ.๒๕๑๗ "วัดคลอง๑๘ พิธีใหญ่ "และปลุกเสกเดี่ยว

    พระผง พุทธปฏิมากร โพธิสัต วัดคลอง18 จ.ฉะเชิงเทรา

    วัตถุมงคลชุดนี้ สร้างและเข้าพิธีพร้อมกับพระกริ่งพระราชทาน วัดคลอง18 ในปี พ.ศ.2517

    โดยมีพระเกจิอาจารย์ที่ร่วมแผ่เมตตาจิตปลุกเสก ดังนี้

    -ลพ.แดง วัดเขาบันไดอิฐ เพชรบุรี ปลุกเสกเดี่ยวติดต่อกันนาน 3 เดือน
    -ลพ.เอีย วัดบ้านด่าน ปราจีนบุรี ปลุกเสกเดี่ยวติดต่อกันนาน 3 เดือน
    -ลพ.ทบ วัดชนแดน เพชรบูรณ์ ปลุกเสกเดี่ยวติดต่อกันนาน 3 เดือน
    -ลพ.สงฆ์ วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย ชุมพร ปลุกเสกเดี่ยวติดต่อกันนาน 3 เดือน
    -ลพ.ทอง วัดก้อนแก้ว
    -ลป.โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
    -ลป.ฝั้น อาจาโรและศิษย์สาย ลป.มั่นทุกองค์ ในพิธีวัดอโศการาม

    - รวมถึง ลป.ทิม วัดละหารไร่ ก็ร่วม ปลุกเสก ด้วยครับ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระพุทธสิหิงค์คลอง ๑๘
    สภาพผ่านการบูชา ถ้าสวยๆ ปิดทองเดิม หลายพัน องค์นี้ ทองหาย หมด ลอยเลี่ยมเก่า แบบเปิด....หน้าหลัง

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ
    IMG_20260201_221150.jpg IMG_20260201_221219.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 1 กุมภาพันธ์ 2026 at 23:07
  4. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,183
    ค่าพลัง:
    +5,874
    จองครับ
     
  5. SIR2010

    SIR2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    3,183
    ค่าพลัง:
    +5,874
    จองครับ
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,052
    ค่าพลัง:
    +21,459
    634-758b.jpg

    แต่เมื่อไปถึงพบหน้าหลวงปู่ดู่แล้ว หลวงปู่ดู่ท่านต่อว่าเลยว่า "พวกแกมาหาข้าทำไมกัน? อาจารย์ของพวกแก(หลวงปู่เพิ่ม) ตลอดทาง พวกนี้ใกล้เกลือกิก็เก่งอยู่แล้ว และแผ่บารมีเป็นธาตุน้ำคุ้มครองพวกแกมานด่างกันจริงๆ

    คำกล่าวของหลวงปู่ดู่ ที่มีต่อต่อหลวงปู่เพิ่มวัดกลางบางแก้ว ผ่านการบันทึกของลูกศิษย์

    พระผงสมเด็จ วัดหนองกร่าง จ.นครปฐม ปี ๒๕๑๒ พิธีใหญ่ ลพ.เงิน วัดดอนยายหอม ลป.เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว ลพ.เต๋ วัดคงทอง ลป.โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ฯลฯ ร่วมปลุกเสก "
    S__78708750.jpg 383-51b2 (1).jpg
    53.jpg

    พระเทพเจติยาจารย์(หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร)เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล พ.ศ. 2512 สร้างวัดหนองกร่าง วิทยาลัยสงฆ์กำแพงแสน ตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม มีกุฏิ 80 หลัง ศาลาการเปรียญ มีอาคารเรียน 3 หลัง อุโบสถ 2 ชั้น มีพระภิกษุสงฆ์-สามเณรศึกษาอยู่ปัจจุบัน 200 รูป
    โดยนิมนต์พระเกจิคณาจารย์กว่า 100รูป มาร่วมปลุกเสกพระชุดนี้ อาทิ
    -หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม
    -หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว
    -หลวงพ่อเต๋ วัดคงทอง
    -หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กทม.
    และเกจิในจังหวัดนครปฐม และใกล้เคียงกว่า 100รูป
    วัตถุประสงค์ในการจัดสร้างวัตถุมงคล เพื่อเป็นของสมนาคุณแก่ผู้ที่ร่วมมาทำบุญ สร้างวิทยาลัยสงฆ์วัดหนองกร่าง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระสมเด็จรุ่นนี้สร้างโดยหลวงพ่อวิริยังค์วัดธรรมมงคลสายผ้าป่าหลวงปู่มั่นและผ่านการพิธีปลุกเสกจากเกจิอาจารย์จังหวัดนครปฐมที่มีหลวงปู่เพิ่มวัดกลางบางแก้วร่วมปลุกเสก หาพระหลวงปู่เพิ่มวัดกลางบางแก้วไม่ได้ราคาบูชาสูงเอารุ่นที่ท่านร่วมเสกไปแทนหลวงพ่อเงินวัดดอนยายหอมหลวงพ่อเต๋คงทองวัดสามง่ามหลวงปู่โต๊ะวัดประดู่ฉิมพลีและครูบาอาจารย์รูปอื่นๆอีกมากมายเจตนาดีพิธีดี

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260201_232349.jpg IMG_20260201_232409.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,052
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1769964282426.jpg FB_IMG_1769964285377.jpg

    FB_IMG_1769964417075.jpg


    เจ้าคุณนรฯกล่าวว่า
    "ใครไม่มีพระสมเด็จโต บูชาพระสมเด็จของฉันแทนได้เหมือนกัน

    โกศล.... ลุงไม่เกิดอีกแล้วนะ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย..!!!!”
    นี่ก็หมายความอย่างชัดแจ้งที่สุดว่า พระภิกษุพระยานรรัตนราชมานิต (ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ)ท่านรู้ชัดด้วยญาณปัญญาของท่านเป็นที่แน่นอนแล้วว่า บัดนี้ การเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารแห่งท่าน ได้มาถึงยังจุดอันเป็นที่สุดแล้ว การเกิดครั้งใหม่ต่อไปมิได้มีอีกแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่านแล้ว

    เรื่องของอภินิหาร ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ฯ ที่ประสบกับ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ ยุคล

    เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2520 ผู้เขียนได้รับบทความมา ชิ้นหนึ่งน่าสนใจมาก นับนานถึงวันนี้เป็นเวลาล่วงมา 43 ปีเข้าไปแล้ว ท่านผู้เขียนท่านนี้ก็ได้ล่วงลับไปแล้ว ครั้งนั้นท่านเมตตาผู้เขียนมาก บทความชิ้นนั้นท่านนิพนธ์ขึ้นเพื่อช่วยผู้เขียนในการจัดทำหนังสือชื่อ พุทธเวทย์ โดยให้ลงเผยแพร่ ก็ได้รับความสนใจจากผู้อ่านมาก หากจะนำมาเสนออีก ท่านผู้อ่านจำนวนมากคงไม่ได้เคยอ่านมาก่อนแน่นอน

    เรื่องนี้ชื่อว่า เรื่องของอภินิหาร นิพนธ์โดย พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล ผู้เขียนขออนุญาตนำมาเสนอ โดยรวบรัดเนื้อหาให้พอดีกับหน้าหนังสือ ลานโพธิ์ แต่ลีลาสำนวนการเขียนคงอรรถรสเดิมๆ ทั้งสิ้น มีเนื้อความดังต่อไปนี้

    ข้าพเจ้า (พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล) ได้เคยกล่าวไว้ว่า ความเห็นของข้าพเจ้า เรื่องอภินิหาร นั้นเกิดจากพลังจิตของหลายฝ่าย อาทิเช่น พลังจิตของพระพุทธเจ้า พลังจิตของอาจารย์ และพลังจิตของบุคคลมารวมกันเข้าเป็นพลังรวม และพลังจิตทั้งสิ้นนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งมีหลายวิธีการและหลายลัทธิ แม้แต่พลังของจิตที่เป็นธรรมชาติที่คนบางคนมี แต่ถ้าเป็นกำลังจิตที่แท้จริงแล้วก็ย่อมมีพลังทั้งสิ้น

    แต่ก็อีกนั่นแหละ ดังเช่นที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้แล้วในตอนต้น ของบทเขียนนี้ว่า ถึงแม้จะยังไม่มีข้อที่จะพิสูจน์ให้แน่แท้ว่ามีพลังอย่างไร แม้แต่ว่ามีจริงหรือเปล่าก็ยังยืนยันได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามก็ยังไม่มีปราชญ์ หรือมีนักวิทยาศาสตร์ผู้ใดจะพึงกล้ายืนยันว่า พลังจิตนั้นไม่มีจริง และจะเกิดขึ้นไม่ได้เป็นอันขาด

    ข้าพเจ้าจึงจะขอนำเรื่องที่เกิดกับตัวข้าพเจ้าเอง เมื่อไม่กี่ปีมานี้มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ จะพิสูจน์ จะวิจัยกันได้หลายทาง สุดแล้วแต่ท่านผู้อ่านจะนึกคิดวิจัยกันเอง

    เมื่อไม่กี่ปีมานี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ข้าพเจ้าไปเป็นผู้แทนพระองค์ ในงานฉลอง 2500 ของวันที่พระเจ้าไซรุสมหาราช ทรงรวมจักรวรรดิเปอร์เซีย (อิหร่าน) ขึ้น งานเฉลิมฉลองนี้ พระเจ้าซาร์อิหร่านองค์ปัจจุบัน ทรงจัดให้มีการฉลองเฉลิมขึ้นที่เมืองเพอเซพโพลิส (เมืองโบราณ) ซึ่งเป็นการฉลองที่มโหฬาร ที่ทั้งองค์ประมุขและประมุขประเทศแทบทุกประเทศในโลก ได้รับเชิญ และจะไปประชุมกันในโอกาสนั้น

    ก่อนกำหนดวันเดินทางของข้าพเจ้าหนึ่งวัน ซึ่งมีกำหนดจะต้องออกเดินทางเวลาเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าเกิดป่วยเป็นไข้หวัดอย่างแรง ไข้สูงมาก จนมิสามารถจะยืนทรงตัวได้ อีกทั้งยังไอโขลกๆ อยู่มิได้ขาด จนเจ็บไปทั่วอก แพทย์ผู้รักษาทั้งที่พยายามที่จะรักษาให้ข้าพเจ้าค่อยยังชั่วให้ไปได้ก็ยอมแพ้ โดยบอกกับข้าพเจ้าว่า เนื่องจากสภาพของไข้ข้าพเจ้าในขณะนั้น จะเดินทางโดยเฉพาะไปในงานเฉลิมฉลองที่ใหญ่โตเช่นนั้นไม่ได้เป็นอันขาด

    ข้าพเจ้ากลุ้มและปั่นป่วนใจเป็นที่สุด เพราะว่าจะต้องทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงลำบากพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง โดยจะต้องทรงหาตัวแทนข้าพเจ้า ซึ่งภายในไม่ถึง 24 ชั่วโมง จะสามารถเตรียมตัวทัน โดยเฉพาะในงานนี้จะมีการเลี้ยงและการแต่งกายเต็มยศกันแทบทุกวันตลอดอาทิตย์หนึ่ง

    ข้าพเจ้าตระหนักดีว่า สำหรับข้าพเจ้านั้นมีแต่ทางที่จะเสีย จะกราบทูลว่าไปไม่ได้ก็เสีย จะไม่กราบทูลก็เสีย เวลานั้นเป็นเวลาค่ำโพล้เพล้ ด้วยไข้และด้วยความปั่นป่วน ความกลุ้มใจ ข้าพเจ้าล้มตัวลงนอน แต่ไม่ทราบว่าอะไรที่มาดลใจข้าพเจ้าให้คิดว่าจะไม่มีทางอื่นแล้วที่อาจช่วยได้ นอกจากจะใช้พลังจิต และข้าพเจ้าเคยทำวิปัสสนาอยู่บ้าง แต่ก็มิใช่อยู่ในฐานะของผู้ที่แก่กล้าในทางวิปัสสนา

    ข้าพเจ้าแข็งใจนึกขอให้บรรดาอาจารย์ผู้ที่ศักดิ์สิทธิ์ขอให้เมตตากรุณาต่อข้าพเจ้าด้วยเถิด แล้วสะกดจิตกำหนดลมหายใจให้นิ่งได้แล้ว ก็จำอะไรอีกไม่ได้ มารู้สึกตัวในฝันว่า ข้าพเจ้าแหงนคอมองขึ้นไปทางหัวเตียงนอน ได้เห็นพระองค์หนึ่งสีจีวรเหลืองอร่ามชัด แต่ใบหน้าของท่านนั้นเป็นหิน หินที่มีสีคล้ายๆ ตอนสีอ่อนของสีดอกพิกุล

    ท่านประทับลอยอยู่เหนือหัวนอน และทันทีที่ข้าพเจ้าเพ่งมองพระพักตร์หินนั้น กระดุกกระดิกได้เหมือนหน้าคนธรรมดา และเป็นตอนที่ข้าพเจ้าจำได้ว่า พระองค์นั้นคือ ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ วัดเทพศิรินทร์ ซึ่งเพิ่งได้สละสังขารไปแล้วเมื่อไม่นานมา

    ในฝันนั้นข้าพเจ้าลุกขึ้นนั่งกราบท่าน แล้วออกปากทักว่า เจ้าคุณ ท่านยิ้มแล้วกลับนิ่งเฉย ต่อครู่ใหญ่ท่านจึงเอ่ยขึ้นว่า ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นของธรรมดา ก็รู้ (ข้าพเจ้า) อยู่แล้ว

    เจ็บไข้นี้มีทางเดียวที่จะมีทางบรรเทาได้ คือด้วยพลังจิตท่านก็รู้ จิตท่านแข็งจึงต้องมา ท่านกล่าวเบาๆ ช้าๆ เป็นตอนๆ เหมือนจะสั่งสอน แล้วท่านก็หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วท่านก็กล่าวขึ้นอีกพร้อมกับยิ้มน้อยๆ และด้วยน้ำเสียงของคนธรรมดาว่า อย่าวิตกเลย บรรทมให้สบายเถิด พรุ่งนี้จะหายประชวรแล้วเสด็จได้

    ข้าพเจ้าตื่นขึ้น ปรากฏว่ายังหงายหน้ามองที่เหนือเตียง และรู้สึกว่ายังเห็นจีวรเหลืองๆ หายแว่บไป แต่กำลังไม่สบายมากจึงนึกเพียงว่าฝันไป แล้วหลับผล็อยไป ต่อเมื่อตอนดึกค่อนรุ่งข้าพเจ้าตื่นขึ้นปัสสาวะรู้สึกว่า อาการปวดหัวเมื่อยร่างและอาการอ่อนเพลียนั้นค่อยยังชั่วขึ้น รู้สึกแปลกใจ แต่นึกว่าอาการที่ปรากฏค่อยยังชั่วนี้เป็น มโนภาพ และอาจเป็นภาวะหลอนของตัวข้าพเจ้าเองว่าสบายขึ้น จึงหลับตานอนกำหนดจิตต่อไปจนไม่รู้สึกตัว

    ต่อเช้าประมาณ 7 โมงจึงตื่นขึ้น อาการไข้ทุกอย่างทุกประการหายสิ้น แม้แต่การไอโขลกๆ ที่ถี่และแรงก็หายสิ้นไม่ไอเลย และพอถึง 12 นาฬิกา ข้าพเจ้าก็ออกเดินทางจากดอนเมือง เหมือนกับคนที่หายเจ็บแล้ว คงแต่รู้สึกเพลียบ้างเล็กน้อย เมื่อไปถึงประเทศอิหร่านก็เข้าไปร่วมฉลองงานทุกงาน โดยเฉพาะที่เมืองเพอเซพโพลิส ซึ่งตั้งอยู่บนเขาสูงมาก จึงทั้งหนาวทั้งหายใจยาก ด้วยมีออกซิเจนน้อย ข้าพเจ้าได้ตรากตรำกลางแดดกลางความหนาวทุกวัน บางวันไปงานตั้งแต่เช้าจนตีหนึ่ง

    เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและประหลาดที่เกิดกับตัวข้าพเจ้าเอง ท่านจงเลือกพิสูจน์และเลือกเชื่อเอาเองเถิด ว่าจะเป็นเรื่องของอภินิหารหรือเรื่องธรรมดาๆ เพราะว่าพอข้าพเจ้ากลับมาก็ได้ไปซักถามนายแพทย์ผู้นั้นบอกว่า เป็นเรื่องที่ข้าพเจ้ารักษาตัวของข้าพเจ้าเอง เพราะความแน่วแน่และพลังจิตนั้น ทำให้ส่วนกลไกต่างๆ ของร่างกายของข้าพเจ้าต่อสู้กับโรค และต่อสู้กับความรู้สึกของข้าพเจ้าจนชนะและหายไข้ชนิดที่ยาอาจทำไม่ได้ แต่แพทย์ก็ย่อมทราบกันดีว่า พลังจิตของคนไข้นั้นถ้าแข็งหรือพูดง่ายๆ ว่าคนไข้สู้ไข้แล้ว ย่อมเป็นพลังที่จะช่วยให้หมอรักษาโรคให้หายได้ดีกว่าคนไข้ที่ไม่สู้

    ข้าพเจ้าสนใจในเรื่องนี้ จึงได้คอยติดตามฟังและอ่านเรื่องเช่นนี้ในวงการแพทย์ต่อมาเสมอๆ เมื่อไม่นานมานี้ได้อ่านบทเขียนของนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคมะเร็ง ชาวอเมริกันเขียนเรื่องพลังจิต และเรื่องการให้คนไข้ทำวิปัสสนาเพื่อช่วยรักษาโรค เขาว่าเขาแนะนำกับคนไข้ที่เป็นโรคที่มีทางหายาก เช่น มะเร็ง ให้ทำวิปัสสนาและใช้พลังจิตช่วย เขารักษาโรค เขายืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเขาได้ผลดีอย่างน่าพิศวง คนไข้บางรายหายได้อย่างไม่น่าที่จะเป็นไปได้เลย และเป็นที่น่าประหลาดว่านายแพทย์ผู้นั้นมิได้นับถือพระพุทธศาสนา แต่เขาก็เอาวิธีการและพระธรรมหรือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เขาเชื่อมาใช้เป็นผล เช่นก่อนอื่นเขาจะเริ่มสอนคนไข้ไม่ให้กลัว โดยชี้แจงว่าความตายเป็นของธรรมดา ทุกคนจะเลี่ยงไม่ได้ สังขารเป็นส่วนที่ประกอบขึ้นย่อมจะต้องเสื่อมสลาย เหมือนวัตถุและธาตุทั้งหลายทั้งปวง เมื่อคนไข้พอจะเข้าใจและบรรเทาความกลัวบ้าง เขาก็เริ่มสอนให้คนไข้ทำวิปัสสนา

    บทเขียนทั้งสิ้นนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อ เพราะว่าข้าพเจ้าได้ประสบการณ์ หรือได้เกิดขึ้นกับตัวข้าพเจ้าเอง และข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นเรื่องของพลังจิตของสมเด็จพระบรมศาสดา และพลังจิตของ ท่านธรรมวิตตโกมหาเถระเจ้าคุณนรรัตน์ และพลังจิตที่ต่ำต้อยของข้าพเจ้า แต่ก็พอมีพลังเพียงพอที่จะรับอานุภาพพลังจิตอื่นที่ใหญ่ยิ่งได้

    บทความของท่าน พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ุ ยุคล หรือที่ในวงการภาพยนตร์เรียกท่านว่า เสด็จองค์ชายใหญ่ มีความน่าสนใจมาก เพราะเป็นเหตุการณ์จริงที่ท่านประสบมาด้วยพระองค์เอง ทรงได้นิพนธ์เอาไว้ให้ผู้เขียน นอกจากบทความนี้ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ทรงนิพนธ์ให้ผู้เขียนไว้จะได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป
    แฉ่ง บางกะเบา

    พระสมเด็จพระแก้วมรกต ปี 2513 วัดศิลขันธาราม อ่างทอง หลังยันต์นูน นิรมิต ผงอธิฐานจิตโดยเจ้าคุณนร ฯ แห่งวัดเทพศิรินฯ
    พระสมเด็จ เจ้าคุณนรฯ หลังยันต์นูน รุ่นนี้บางองค์ จะเห็นมีเส้นเกศาผสมอยู่ด้วย
    สร้างโดย"พระเทพสังวรญาณ" (เจ้าคุณสนิท) อดีตเจ้าอาวาส วัดศีลขันธาราม อ่างทอง ที่เจ้าคุณนรรัตน์ฯโปรดปรานและเคยให้รางวัลในการเรียนดีมาก่อนหน้านี้ เป็น"เพชรแท้" ที่สร้างพระเพื่อ"แจกฟรี" สถานเดียว เจตนาการสร้างจึงบริสุทธิ์อย่างยิ่ง โดยได้นำเข้าพิธีอธิษฐานจิตครั้งสุดท้ายของเจ้าคุณนรรัตน์ฯ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2513
    เจ้าคุณสนิทฯ ได้เคยลงโบสถ์ทำวัตรสวดมนต์กับเจ้าคุณนรรัตน์ฯ จนคุ้นหน้ามาแต่ก่อน และเคยมีส่วนในงานสร้าง "พระสรงน้ำ" ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ สุขบท) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์อีกด้วย จึงมีผงเก่าของพระสรงน้ำในความครอบครองเป็นจำนวนไม่น้อย ต่อมา เมื่อถึงคราวเจ้าคุณสนิทฯทำพระให้เจ้าคุณนรรัตน์ฯเสกบ้าง ท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯจึงออกวาจารับรอง ตามประสา "วิสาสา ปรมา ญาติ" เลยทีเดียวว่า "พระของพระครูฯ (หลวงพ่อวัดศีลขันธ์ฯ) ต้องทำให้ดี และทำให้เป็นพิเศษ”

    ท่านเจ้าคุณสนิท เกิดและอุปสมบทที่จังหวัดชลบุรี หลังจากนั้นท่านได้เข้ามาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพ โดยมีท่านเจ้าคุณนรรัตน์ฯ ธัมมวิตกโก อยู่ในขณะนั้น ท่านเจ้าคุณสนิทมีความเคารพเลื่อมใสศรัทธาท่านเจ้าคุณนรฯ เป็นอย่างมาก และท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพศิรินทร์เป็นเวลาทั้งสิ้น 11 พรรษา

    จากนั้นท่านไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศีลขันธ์ ซึ่งขณะนั้นวัดศีลขันธ์ ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก ละท่านเจ้าคุณสนิท จึงต้องเร่งหาทุนทรัพย์เพื่อมาทำนุบำรุงเสนาสนะต่าง ๆ ภายในวัด รวมทั้งก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ เพิ่มเติม และก็มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคทำบุญจนสำเร็จลุล่วง ท่านเจ้าคุณสนิท จึงสร้างวัตถุมงคลขึ้นเพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่ร่วมทำบุญ รวมทั้งพุทธศาสนิกชนทั่วไป โดยมิได้คิดมูลค่าใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ท่านเจ้าคุณสนิท ยังได้มอบวัตถุมงคลชุดนี้แก่วัดต่าง ๆ ที่ขาดแคลนต้องการทุนทรัพย์ในการบูรณะหรือก่อสร้างศาสนสถานต่าง ๆ ภายในวัดเพื่อเป็นการพัฒนาวัดอีกด้วย

    วัตถุมงคลชุดนี้ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2513 ประกอบด้วย พระสมเด็จสายรุ้ง วัดศีลขันธ์ เป็นหลัก และยังมีพระเนื้อผง และโลหะอีกมากมายนับสิบพิมพ์ โดยวัตถุมงคลชุดนี้ เจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์ ได้อธิษฐานจิตให้เมื่อปลายปี พ.ศ.2513 ซึ่งเป็นวัตถุมงคลชุดสุดท้ายที่ท่านอธิษฐานจิตก่อนที่จะมรณภาพ
    วัตถุมงคลชุดนี้ มีหลายสิบพิมพ์

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    พระแก้วมรกตลงสีฝุ่นทาทอง เจ้าคุณนร ออกวัดศีลขันธ์ อ่างทอง ปลุกเสกอธิฐานจิต ปี๒๕๑๓ สภาพองค์พระหักต่อติดกาว ไว้จากเจ้าของเดิม

    ให้บูชา 300 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    ปิดรายการ
    IMG_20260201_235708.jpg IMG_20260201_235545.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 กุมภาพันธ์ 2026 at 14:15
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,052
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1695934842041.jpg FB_IMG_1695934938026.jpg FB_IMG_1695981387204.jpg FB_IMG_1695935012089.jpg

    หลวงพ่อเดิมเมื่อท่านรู้ว่ามาจากตลาดบ้านหมี่ ท่านก็ถามว่า "..มาทำไมตั้งไกล แค่เดินข้ามทางรถไฟไปก็มีพระอาจารย์ดีให้ไปกราบอยู่แล้ว.."

    พระเครื่องของหลวงพ่อสุด วัดปฐมพานิช ในยุคต้นๆนั้น กดพิมพ์กันที่วัดครับ น่าสนใจกว่าพระยุคหลังๆ ที่สั่งกดพิมพ์มาแต่โรงงาน เพราะในยุคต้นๆยุคแรกนั้น ทางวัดจัดสร้างเองเพื่อแจกแด่ศิษย์ไม่มีเรื่องพุทธพานิชเข้าเกี่ยวข้อง แต่ประการใด จึงเป็นพระยุคต้น ที่น่าสะสนบูชา สมเด็จหลังแบบรุ่นแรก หลวงพ่อสุต วัดปฐมพานิช จ.ลพบุรี สมเด็จพิมพ์ไกเซอร์หลังเรียบรุ่นแรก หลวงปู่สุต วัดปฐมพานิช จ.ลพบุรี นอกจาก หลวงปู่สุตปลุกเสกเดี่ยวตลอดไตรมาส ปี2517 แล้ว ยังมีพิธีพุทธาภิเษกในวันมหาสงกรานต์ 13 เมษายน 2518 โดยมีพระเถราจารย์ร่วมนั่งปรกปลุกเสก ดังนี้...
    1.หลวงพ่อนอ วัดกลางท่าเรือ อยุธยา
    2.หลวงปู่คำมีวัดถ้ำคูหาสวรรค์ จ.ลพบุรี
    3.หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี
    4.หลวงพ่อบุญมี วัดเขาสมอคอน จ.ลพบุรี
    5.หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู จ.ลพบุรี
    6.หลวงพ่อแกร วัดส้มเสี้ยว จ.นครสวรรค์
    7.หลวงพ่อสว่าง วัดท่าพุทรา จ.กำแพงเพชร
    8.หลวงพ่อพุฒ สารสุข วัดอินทรีย์สังวร จ.สุโขทัย และ 9.หลวงปู่สุต วัดปฐมพานิช (องค์ท่านเอง)พระคณาจารย์ร่วมพิธีอีกมากมายสุดยอดพิธีและสุดยอดพระเกจิพระคณาจารย์ที่ร่วมปลุกเสก แค่หลวงปู่สุต เองแม้มรณะภาพมานานหลายปีแล้วแต่สรีระสังขานท่านก็ไม่เน่าเปื่อยเป็นอัศจรรย์

    สมเด็จ หลวงปู่สุต วัดปฐมพานิช ๑๘ ม.ค. ๒๕๑๘
    หลวงปู่สุต สังขารท่านไม่เน่าเปื่อย เหมือนคนนอนหลับ ไปพิสูจน์ได้ วัตถุมงคลท่านล้วนมีประสบการณ์ คนท้องที่หากันมากที่สุด สมเด็จองค์นี้เป็นสุดยอดมหามงคลของหลวงปู่ เป็นพระยุคต้นของท่านที่สร้างน้อย หายากสุดๆ พื้นที่เล่นกันแรงๆแต่ก็ยังไม่มีของออกมาให้เห็นกันบ่อยนัก พระเครื่องของท่านทุกรุ่นทุกพิมพ์เป็นที่ต้องการของคนในพื้นที่อย่างมาก อนาคตไม่เบาเลยครับ หลวงปู่ท่านนี้

    สมัยก่อนนั้นคนบ้านหมี่ที่เดิน ทางไปกราบหลวงพ่อเดิม ต้องนั่งรถจากสถานีรถไฟบ้านหมี่ ขึ้นเหนือไปลงที่สถานีรถไฟหนองโพ แล้วเดินเท้าต่อไปจนถึงวัดหนองโพ พอไปกราบท่านๆก็ถามว่ามาจากไหน เมื่อท่านรู้ว่ามาจากตลาดบ้านหมี่ ท่านก็ถามว่า "..มาทำไมตั้งไกล แค่เดินข้ามทางรถไฟไปก็มีพระอาจารย์ดีให้ไปกราบอยู่แล้ว.." (วัดปฐมพานิช อยู่คนละฝั่งของทางรถไฟสายเหนือ ตรงกันข้ามกับตลาดและที่ว่าการอำเภอบ้านหมี่) เรื่องเล่าสืบต่อกันมานี้แสดงให้เห็นว่าหลวงปู่สุต มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพมิใช่น้อย ดังปรากฎว่าเมื่อคราวใดที่หลวงพ่อเดิมเดินทางมาบ้านหมี่่ (ท่านมักจะขี่ช้างมาวัดบ้านกล้วยบ้าง วัดกำแพงบ้าง) ท่านจะต้องแวะมาจำวัดที่วัดปฐมพานิชด้วยทุกครั้ง และหลวงพ่อเดิมท่านก็ต้องรู้ว่าหลวงปู่สุตเก่งเพียงใด พระสุดยอดเกจิอย่างหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพย่อมไม่กล่าวคำเท็จแน่นอน

    นอก จากนั้นกับหลวงพ่อโอด วัดจันเสน ที่มีศักดิ์เป็นหลานชายแท้ๆ ของหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ ก็สนิทสนมกับหลวงปู่สุตมากเช่นกัน ท่านได้มาเข้าร่วมพิธีสำคัญของวัดปฐมพานิชเกือบทุกครั้ง โดยเฉพาะพระสมเด็จรุ่นนี้ท่านก็ได้มาร่วมปลุกเสกด้วย โดยท่านจะเรียกว่าหลวงปู่สุตว่าหลวงพี่ ในฐานะศิษย์ร่วมสำนักของหลวงพ่อเดิม และเป็นศิษย์รุ่นน้องของหลวงปู่สุต ว่าก้นว่าหลวงปู่สุตสามารถถ่ายทอดวิชาของหลวงพ่อเดิมมาได้จนหมดสิ้น
    ครบถ้วน

    หลวงปู่ท่านเคร่งพระธรรมวินัยยิ่ง และวัตถุมงคลของท่านก็หาได้ยากยิ่ง ลูกศิษย์ขอท่านสร้างมาหลายรุ่น ล้วนแต่เอามาแจกไว้เป็นที่ระลึกไว้ใช้แบ่งปันกันในหมู่ที่เคารพกันเท่านั้น ซึ่งมีจำนวนน้อยมาก เรื่องความขลังและประสบการณ์ต่างรู้กันดีในหมู่ลูกศิษย์

    จน มาปี ๒๕๓๕ ในหมู่ลูกศิษย์อยากจะสนองคุณหลวงปู่ที่ตั้งปณิธานไว้ เมื่อครั้งยังหนุ่มว่า..ชีวิตนี้มีบุญ อยากจะสร้างเจดีย์สักองค์ที่บรรจุพระสาลีริกธาตุ เพื่อเป็นที่สักการะบูชาและต่ออายุพระศาสนาสืบไป

    ประวัติเมื่อครั้งที่ท่านได้พระธาตุมาอย่างอัศจรรย์
    เมื่อ ก่อนการเดินทางไม่สดวกเหมือนปัจจุบันการเดินทางระหว่างบ้านหมี่กับที่อื่นๆ ใกล้เคียงเช่นสิงห์บุรี จันเสนต่างก็ไปทางรถไฟ หรือไม่ก็เดินเท้า การไปมาก็ต้องค้างคืนค้างแรม วันหนึ่งคนทจากสิงห์บุรีมาค้างที่วัดปฐมฯ ค่ำวันนั้นหลวงปู่ก็เดินตรวจดูความเรียบร้อยว่าคนที่มาพักขาดเหลืออะไรกัน บ้างเป็นปกติ ก็ได้มีเหตุมีแสงสว่างที่อุโบสหลังเก่าที่เดิมทีเป็นไม้สักทั้งหลัง ก็ต่างพากันตกใจนึกว่าไฟไหม้ จึงรีบวิ่งไปดู พอเปิดประตูเข้าไปก็เห็นสำแสงวิ่งวนแล้วพุ่งลงพื้นแล้วหายไป
    อยู่มาได้ สองวันก็มีแสงเกิดขึ้นอีกและก็หายไปที่พื้นโบสถ์ เป็นอยู่อย่างนี้หลายเที่ยว ท่านจึงสงสัยว่ามันมีอะไรจึงเรียกพระลูกวัดมาช่วยกันรื้อดู ก็เจอเพียงกระป๋องเก่าๆซึ่งมีแต่ขึ้เลนอยู่ข้างใน จึงโยนทิ้งใว้ข้างกำแพงโบสถ์
    วันต่อมาก็มีลำแสงมาวนเวียนอยู่รอบโบสถ์ แล้วก็หายไปอีก หลวงปู่ท่านก็กลุ้มใจว่าวัดเราก็จนๆถ้าไฟใหม้โบสถ์ขึ้นมาจะเอาเงินที่ใหนมา ซ่อมแซม เพิ่งมาอยู่วัดนี้ได้ไม่กี่ปี ยังไม่ได้ทำนุบำรุงใดเลย จะมาทำความเสียหายให้วัดแล้วหรือ
    วันต่อมาท่านจึงมาคอยเฝ้าดู เมื่อเกิดลำแสงขึ้นอีกจึงตามไปก็เห็นลำแสงวิ่งวนและก็หายเข้าไปในกระป๋องที่ ทิ้งใว้ข้างกำแพง เมื่อหยิบยกกระป๋องมาดูใกล้ๆ จึงพบว่าเป็นพระธาตุ
    หลวง ปู่จึงอธิฐานว่าจะสร้างพระเจดีย์เพื่อบรรจุพระธาตุไว้ให้สาธุชนได้ บูชา..หลวงปู่ก็ได้แจกพระธาตุนั้นให้ลูกศิษย์อยู่เนื่องๆ แต่ก็แปลกที่แจกไปเท่าไรพระธาตุก็ยังคงเต็มกระป๋องอยู่เช่นเดิม
    เหล่าลูกศิษย์จึงขออนุญาตท่านสร้างพระและหล่อรูปเหมือนและพระพิมพ์ต่างๆเพื่อหาทุนสร้างเจดีย์ ในปี ๒๕๓๘ หลวงปู่อายุได้ ๙๑ ปี

    พระครูโสภนธรรมาจารย์(สุต สังวรณ์)
    โยม บิดาชื่อ เจ็ก โยมมารดาชื่อ เทียน เกิดเมื่อวันที่ ๑๘ พ.ค.๒๔๔๗ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีมะโรง ณ บ้านตำบลบางงา อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๖ คน คือ ๑ นางเขียว ๒ นางเล็ก ๓ นางขำ ๔ นายบัว ๕ นายจิ๋ว ท่านเป็นบุตรคนสุดท้อง

    ท่านพระ คูรโสภนธรรมาจารย์ เมื่อเยาว์วัย ท่านได้เรียนหนังสือสอบไล่ได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ที่โรงเรียนประจำจังหวัดลพบุรี(โรงเรียนข้างตึกวิชาเยนท์) ต่อจากนั้นได้ย้ายมาศึกษาต่อที่โรงเรียนมัธยมจังหวัดสิงห์บุรีในชั้นมัธยมปี ที่ ๒ แต่ยังไม่ทันสำเร็จ โยมท่านก็ป่วยไม่มีคนคอยดูแลปรนนิบัติ ท่านก็เลยลาออกมาปรนนิบัติโยม เมื่อโยมมีอาการดีขึ้น ท่านก็ได้ขออนุญาตบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปี ๒๔๖๔ ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุ ๑๗ ปี โดยมีพระครูพรมจริยคุณ เจ้าคณะอำเภอพรหมบุรีเป็นอุปัชฌาย์ เมื่อท่านบรรพชาแล้วก็ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยต่าง ๆ และสอบไล่นักธรรมชั้นตรีในปีนั้นเอง หลังจากนั้นก็ยังไม่ได้ศึกษาต่อเพราะในสมัยนั้นการศึกษาเล่าเรียนทางธรรมะ ยังไม่มีโรงเรียนเหมือนในสมัยนี้ ท่านได้ทำการสอนเด็กวัดให้เล่าเรียนหนังสือ จวบจนอายุครบอุปสมบท
    หลวงปู่ พระครูโสภนธรรมาจารย์ ได้อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๔๖๘ ณ วัดพรหมบุรี อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีพระครูเกสีห์วิกลม เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี วัดสังฆราชาวาส เป็นอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทอง วัดสังฆราชาวาส เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการเจ็ก เจ้าอาวาสวัดพรหมบุรี เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    เมื่ออุปสมบทแล้วท่านไม่ได้จำพรรษาที่วัดพรหมบุรี ท่านไปจำพรรษาที่วัดป่าธรรมโสภณ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี เพื่อศึกษานักธรรมโท และท่านสอบนักธรรมโทได้ในพรรษาแรกนั้นเอง ท่านได้ตั้งใจปฎิบัติกิจของสมณเพศด้วยดีตลอดมา ท่านได้สละกำลังกายกำลังใจ เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาโดยตลอด
    สมณศักดิ์ ท่านได้รับสมณศักดิ์มาโดยตามลำดับ พอสรุปได้ดังนี้
    พ.ศ.๒๔๗๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดป่าธรรมโสภน จังหวัดลพบุรี
    พ.ศ. ๒๔๘๑ เป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดปฐมพานิช อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี
    พ.ศ ๒๔๘๖ ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจประโยคนักธรรมตรีที่ท้องสนามหลวง
    พ.ศ. ๒๔๘๗ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดปฐมพานิช
    พ.ศ ๒๔๘๙ ได้รับแต่งตั้ง เป็นสาธารนูปการอำเภอบ้านหมี่
    พ.ศ. ๒๔๙๐ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระกรรมวาจาจารย์
    พ.ศ.๒๔๙๕ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูโสภนธรรมาจารย์
    พ.ศ. ๒๕๐๑ ได้รับแต่งตั้ง เป็นพระอุปัชฌา
    พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์จากพระครูชั้นตรี เป็นพระครูชั้นโท โดยใช้นามเดิม และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบล สนามแจง
    พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอบ้านหมี่
    พ.ศ. ๒๕๑๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอบ้านหมี่
    พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้ลาออกจาก เจ้าคณะอำเภอบ้านหมี่
    พ.ศ.๒๕๔๐ ได้มรณะ จากไปอย่างสงบในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๐ รวมสิริอายุ ๙๓ ปี ๗๒ พรรษา

    ตลอด เวลาหลวงปู่ท่านมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ท่านร่างเล็ก ถึงอายุจะมากแต่ก็เดินคล่องแล่ว สายตาดี ไม่ต้องใส่แว่น แต่หูไม่ค่อยได้ยิน คงสืบเนื่องมาจากเมื่อครั้ง อยู่วัดป่าธรรมโสภน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ขณะนั้นเป็นพรรษาที่ ๕ วันหนึ่งพลบค่ำ ท่านนั่งคุยอยู่กับ พระอาจารย์แกร(เจ้าคณะอำเภอส้มเสี้ยว)ที่หอสวดมนต์ เกิดลมพายุมีฝนตกหนัก ฟ้าแล็บฟ้าร้อง บัดเดี๋ยวก็มีฟ้าผ่า ลงมาตรงที่หอสวดมนต์ เสาแตกควันโขมง ไฟไหม้จีวร อังสะ ท่านนั่ง งง มึน ไม่รู้สึกตัว พระเณรพากันมาดู จับเขย่าจึงรู้สึกตัว ร่างกายไม่เป็นไร แต่เสียงฟ้าผ่าทำให้หูกระทบกระเทือนตั้งแต่นั้นมา

    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ


    หลวงปู่สุตวัดปฐมพาณิชย์ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อเภาวัดถ้ำตะโก ลพบุรี
    และเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อแนมวัดเขาหน่อหลวงพ่อศรีวัดหน้าพระลาน พระสมเด็จรุ่นนี้มวลสารดีพิธีดีดูจากรายนามเกจิอาจารย์ที่มาร่วมปลุกเสกแต่ละองค์
    หลวงพ่อสว่างวัดท่าพุทราหลวงพ่อบุญมีวัดเขาสมอคอนหลวงพ่อพุฒิสารสุข

    พระสมเด็จพิมพ์ไกเซอร์หลวงปู่สุตปลุกเสกเดี่ยวไตรมาสและเข้าพิธีใหญ่

    ให้บูชา 400 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260202_000611.jpg IMG_20260202_000629.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...