การทำสมาธิในรูปแบบการนับลูกประคำสามารถบรรลุธรรม ตามลำดับเหมือนการปฏิบัติ กสิณ 10 ได้มั้ยครับ.....ขอบคุณครับ
บรรลุธรรมไม่ได้เพียงแค่นับลูกประคำหรือทำกสิณ ไม่ใช่ทำแล้วจะบรรลุธรรม เอาสิ่งที่สำคัญคือ บรรลุธรรม นี่หมายถึงอะไร แล้วจะต้องใช้อะไรบ้างก่อนดีกว่า
สมาธิทุกรูปแบบผลที่ได้จากการฝึกคือสภาวะทางนามธรรมส่งผลให้เกิดความสามารถในการระงับยับยั้งช่างใจที่เป็นนามธรรมไม่ให้เกิด การตั้งใจทำงานเต็มที่เป็นการสร้างสมาธิอย่างหนึ่ง แต่เป็นแบบภายนอก สภาวะใจไม่เกิด กิริยาคือ ๑.ตัวจิตไม่ปรุ่งร่วมกับตัวความคิด ๒.ตัวจิตไม่ปรุงร่วมกับความคิดที่ผุดขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจหรือที่เรียกว่าขันธ์ ๕ ส่วนนามธรรม ที่มักเป็นเรื่องราวในอดีต เป็นฝ่ายอารมณ์เป็นนามธรรม ๓.สามารถเห็นเข้าใจกิริยทั้งข้อ ๑ และ ๒ ได้จากการเจริญสติในชีวิตประจำวันไม่ว่าวิธีการใดๆขอเพียงมีฐานอยู่ที่กาย ๔.การบรรลุธรรม มาจากการฟังและการพิจารณาซึ่งจะมาพร้อมกับความสามารถพิเศษให้ขึ้นมาใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องฝึกอะไรมา ทำได้เปรียบกับการหายใจปกติ ส่วนจะเด่นหรือนำไปใช้งานด้านไหนขึ้นอยู่กับดวงจิตที่บรรลุนั้นๆสะสมอะไรมาก่อน ตัวอย่างมีมาตั้งแต่ยุคต้นพุทธกาล ไม่เคยมีปรากฏพบว่ามีดวงจิตใดนั่งสมาธิ แล้วบรรลุธรรมได้เลยตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบัน ดังที่หลงๆสืบทอดกันมา ต่อให้ฝึกกสิณจนเหาะไปดาวอังคารหรือหายตัวไปดาวเสาร์ หรือเผาดวงจันทร์ทิ้งได้ พลิกจักรวาลได้ ก็ไม่บรรลุธรรม (พูดพอให้เกท) ๕.การนั่งสมาธิบางอย่าง สามารถทำให้เกิดความสามารถทางจิตพิเศษบางอย่างขึ้นมาได้ ใช้งานได้ปกติ เช่นพวกที่นั่งระดับจิตในจิตได้คือ ดวงจิตระบิดซ้อนกัน ระเบิดไปเรื่อยๆ จะได้แบบภายในคือรู้เห็นได้แต่ทำให้คนอื่นรับรู้เหมือนตนไม่ได้ หรือพวกที่เล่นกับภาพปฏิภาคนิมิตได้ คือภาพที่มีแรงดึงดูด มีเสียงคล้ายคลื่น มีพลังงาน สภาพแวดล้อมไม่เงียบๆ จิตจะได้ทางพลังงาน ส่งผลให้ผู้อื่นรับรู้ได้บางกรณี. พวกนี้จะยังไม่บรรลุธรรม แต่จะมีความสามารถตัดกิเลสได้ถึงระดับละเอียดในบางเรื่อง(โลภ โกรธ หลง เรื่องใดเรื่องหนึ่ง) ๖.สภาวะนามธรรมของสมาธิแบบธรรมชาติ คือ สมาธิที่ไม่ได้เกิดจากความชำนาญ หรือเทคนิค กำลังจิตใดๆในการเข้า ถึงจะป็นสมาธิที่แท้จริงถือว่าเป็นสัมมาสมาธิ ซึ่งเป็นผลมาจากการการเดินปัญญา หรือการวิปัสสนาเท่านั้น ๗.แน่นอนว่า ดวงจิตที่ฝึกกรรมฐานที่ขึ้นด้วยภาพและเล่นกับปฏิภาคนิมิตได้ ซึ่งก่อให้เกิดกำลังจิต ย่อมได้เปรียบในเรื่องของการเดินปัญญา เพราะความสามารถในการระงับยับยั้งสูงกว่า การที่จิตจะเกิดสภาวะเป็นกลางสำหรับการวิปัสสนาหรือเดินปัญญาจึงมีโอกาสเข้าถึงได้ละเอียดมากกว่า. ๘.เมื่อถึงระดับที่เกิดปัญญาทางธรรมแล้ว(วางเรื่องนั้นได้ตอนนั้น แต่เวลาผ่านไปจะยังขึ้นมาอยู่ แต่ไม่สงสัยหรือมีผลอะไร)สมาธิยังจำเป็นในการค้นคว้าเพื่อไปถึงจุดต้นตอการเกิดเรื่องนั้นๆ หรือเรียกว่าการรอบรู้กองสังขาร เป็นส่วนสำคัญของปัญญาญาน(สิ้นสุดลง คาดการณ์ล่วงหน้า เรียกว่ากิริยาจิตสิ้นสงสัย) ถ้าไม่มีกำลังสมาธิเลย จะเอาอะไรไปค้น? ๙.กรรมฐานที่ขึ้นด้วยภาพ ถ้าเล่นระดับปฎิภาคนิมิตได้จริงจิตจะเกิดความสามารถปกติในชีวิตประจำวันได้ดังต่อไปนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ๑. ทางพลังงาน ๒.ทางอฐิษฐานจิต ๓.ทางอรูปฌาน ถ้าในเวลาปกติจิตไม่สามารถใช้งานทั้ง ๓ ด้านนี้ได้ อาจเพราะเข้าใจไปเองว่าใช่ ซึ่งมีให้เห็นมากมายตามสื่อต่างๆทุกประเภท ซึ่งทำให้มักหลงตนเอง บอกได้ยาก ความเข้าใจนามธรรมน้อย นิสัยและคุณภาพจิตไม่พัฒนา หลงสภาวะสมาธิคือนั่งแล้วเห็นแสงสว่างมากๆ เห็นดวงดาว เห็นภพภูมิ เจอนิมิตต่างๆแล้วเข้าใจว่าตนบรรลุ มักมีนิสัย อยากดี อยากเด่น อยากได้การยอมรับว่าตนเก่งแม้ ว่าในสังคมใดๆ ขี้อิจฉา ขี้อวด ขี้คุย ฯลฯ แม้ไม่มีความสามารถทางจิตทำอะไรได้จริงในชีวิตประจำวัน ก็ยังหลงตนเองได้อย่างไม่น่าเชื่อได้ และมักอวดเรื่องที่ทำได้ในนิมิต สรุป - ไม่มีดวงจิตดวงใดตั้งแต่ยุคพุทธกาลบรรลุธรรมได้จากการนั่ง ฝึกสมาธิเพียงอย่างเดียว - การนั่งสมาธิบางกรณี การฝึกกรรมฐานบ้างกอง ทำให้จิตเกิดความสามารบางอย่างได้ ที่เกิดขึ้นง่ายคือการรับรู้จากภายใน แต่มักนำไปใช้งานไม่ได้ แต่รู้เห็นด้วยตนเองได้ - การบรรลุธรรม มาจากการฟังและการพิจารณา แน่นอนว่า ดวงจิตที่สะสมกำลังสมาธิ หรือมีกำลังสมาธิแบบธรรมชาติ หรือมีกำลังจิต ย่อมมีโอกาสมากกว่า เพราะระงับยับยั้งได้เร็วกว่า ใจเป็นกลางได้นานกว่า. กำลังพิจารณา การค้นย้อนหาต้นตอมากกว่านั้นเอง ** กำลังสมาธิใช้ได้จริงระดับปฐมฌานเพียงพอต่อการหลุดพ้นได้ หากผ่านการเดินปัญญา มีความเพียร มีความเด็ดขาดในการตัดกิเลสต่างๆ และถ้านึกไม่ออกว่าเมื่อเกิดความสามารถทางจิตแล้วจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อะไรทางสาธารณะอะไรก็ไม่ต้องสนใจกรรมฐานพิเศษอะไร ให้เน้นสมาธิเพื่อเดินปัญญา เพื่อการหลุดพ้น** ***ถ้าเน้นฝึกเพื่อเท่ห์ เพื่ออวด ให้ฝึกไปได้ ฝึกชาตินี้ ชาติหน้าและชาติต่อๆไปก็จะได้แต่ฝึกเหมือนชาตินี้ เผลอๆเจอกิริยานามธรรมต่างๆก็จะหลงตนเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ คือจิตไม่มีความสามารถพิเศษทำ ๓ ข้ออย่างที่เคยบอกข้างบนในข้อ ๙ ได้เลยซักข้อเดียวแต่ก็ยังคิดว่าตนเองหรือพยายามสร้างให้ภายนอก มองว่าตนเองไม่ใช่ธรรมดาได้จนปัจจุบันนี้ มีให้เห็นตาม สื่อมากมาย*** แค่เพียงแต่เล่าเป็นนิทานให้ฟัง ดังนั้น สมดุลย์ทางสมาธิกับปัญญาต้องหาให้เจอ มีเป้าช่วงนี้อะไร ปลายทางเพื่ออะไร
ถ้าจะหลุดพ้นหรือบรรลุธรรมได้จริงๆ สภาวะจิตทุกสภาวะจะมีสิ่งหนึ่งที่ผู้ปฏิบัติเห็นด้วยตนเองคือ ปัจจัยหรือเหตุปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เป็นแบบนั้น ที่บอกว่าไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายเพราะว่า สติที่จะจับให้เห็นทันเริ่มจากหยาบไปเรื่อยๆจนถึงละเอียดในระดับ เหมือนว่างเปล่ามันก็ยังคงอาศัยปัจจัย แต่คนเราจะมองไม่เห็นถ้ายังมีสิ่งบดบัง ค่อยๆมองจะเห็นเอง มันไม่เหมือนตำราเสียทีเดียว